จากกรณีกองทัพภาคที่ 2 ดำเนินการอายัดทรัพย์สิน หลังตรวจพบเงินสดกว่า 11 ล้านบาท และทองรูปพรรณ บริเวณโกดังตรงข้ามกาสิโนช่องสะงำ โดยมีหญิงสาว ชาวกัมพูชา และชายไทย ผู้เป็นสามี แสดงตัวเป็นเจ้าของโกดัง ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกับทุนเทา ที่อาจนำไปสนับสนุนการตั้งฐานปฏิบัติการ อาวุธ - กระสุน เทคโนโลยีโดรน และเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยในปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น
ล่าสุด นายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านสังเกตเห็นความผิดปกติว่ามีคนไม่ยอมอพยพจากพื้นที่ ทั้งที่มีประกาศออกมาว่าหากฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษทางกฎหมาย ประกอบกับมีสัญญาณโดรนบินในพื้นที่ จึงบูรณาการกำลังเข้าตรวจสอบ พบว่าโกดังดังกล่าวมีผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็นผู้เช่า และตรวจพบเงินสดจำนวนประมาณ 11 ล้านบาท พร้อมทองรูปพรรณมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
ซึ่งเบื้องต้น เจ้าของทรัพย์สินยืนยันว่าเงินและทองดังกล่าวเป็นของตนเอง ได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ชายเป็นชาวไทย ผู้หญิงเป็นชาวกัมพูชา ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และประกอบธุรกิจค้าขายร่วมกันมานานหลายปี พร้อมชี้แจงว่า ไม่ได้นำเงินไปฝากธนาคาร เนื่องจากนิยมใช้เงินสดเป็นหลัก
ทั้งนี้ นายบัญชา ระบุว่า การพบการเก็บเงินสดจำนวนมากในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นกรณีแรกในพื้นที่ และจะดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมายอย่างรอบคอบต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.พฤทธิ์ บุญปก ผกก.สภ.ภูสิงห์ เผยว่า จากการสอบปากคำเจ้าของเงินดังกล่าวทั้งสองคนให้การว่า เงินสดจำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่หามาได้อย่างสุจริตจากการทำอาชีพค้าขาย โดยเป็นธุรกิจของฝ่ายหญิง ซึ่งสาเหตุที่ไม่นำเงินไปฝากธนาคาร เพราะว่า ฝ่ายหญิงเป็นคนกัมพูชาไม่สามารถเปิดบัญชีได้ แต่ถ้าหากเปิดบัญชีเป็นของสามี อนาคตถ้าเลิกกันก็กลัวว่าสามีจะเอาเงินไปหมด เบื้องต้นตอนนี้ตำรวจได้ยึดเงินสดพร้อมทองรูปพรรณที่ตรวจพบได้ นำไปตรวจสอบอย่างละเอียด ขณะที่ผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายได้ถูกปล่อยตัวกลับไปแล้ว