“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 19 ธ.ค. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 19 ธ.ค. 68 เข้าสู่การปะทะวันที่ 12 ติดตามพื้นที่ช่องกร่าง – ตาเมือน – ตาควาย - บริเวณเนิน 350 คาดปะทะต่อเนื่อง

วันนี้ยังต้องจับตาพื้นที่ช่องกร่าง – ตาเมือน – ตาควาย - บริเวณเนิน 350 หลังจากเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีการปะทะต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว โดยฝ่ายไทยระดมยิงอย่างหนัก ทำให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาที่เพิ่มเติมเข้ามากว่า 160 คน ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

ในส่วนกำลังพลที่ประจำการอยู่เดิม มีความอ่อนล้า ขาดน้ำ และมีการรายงานว่า อาจต้านทานไม่ไหว ขอให้หน่วยเหนือยิงสนับสนุนในทันที และบางจุดได้สั่งให้กำลังพลถอนตัวไปด้านล่าง ทำให้การต่อต้านในห้วงเวลาเบาบาง

สถานการณ์ชายแดน กองทัพภาคที่ 2
กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เผยภาพดาวเทียมคลังเก็บอาวุธ “กัมพูชา” ถูกทำลาย

เฟซบุ๊กเพจ Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ ได้โพสต์ภาพถ่ายดาวเทียม พร้อมข้อความระบุว่า คลังอาวุธกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ที่เป็นกำลังหลักในการรบแถบจังหวัดพระวิหาร ซึ่งคือพื้นที่ติดชายแดนไทย บริเวณจังหวัดศรีสะเกษ ถูกทำลายหายไป จากภาพถ่ายดาวเทียมโดยเมื่อ 1- 2 เดือนที่ผ่านมา

ทางเพจระบุว่า ได้ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม พบมีอาคารที่คาดว่าเป็นคลังเก็บอาวุธอยู่ และมีอาคารหนึ่งถูกทำลายไป นอกจากนี้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในกองบัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา มีคลังอาวุธเพียง 4 อาคาร แต่ช่วงก่อนที่จะรบ 5 วัน หรือ ช่วงเหตุปะทะเดือน ก.ค. มีการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่อีก 2 หลัง รวมทั้งสิ้น 6 อาคาร

ในช่วงสงคราม 5 วัน กัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 ใส่พลเรือนชาวไทย แต่จุดที่ F16 ไปทิ้งระเบิดตกใส่เป็นอาคารคลังเก็บอาวุธเสียหายโดยสิ้นเชิง และมีอาคารเล็กๆ น้อยๆ เสียหายไปด้วย ขณะที่คลิปหนึ่งจากฝั่งกัมพูชาเผยให้เห็นรถ BM-21 กำลังโหลดจรวด เมื่อวิเคราะห์ดูองค์ประกอบของภาพแล้ว ทางเพจมั่นใจว่าคือจุดที่ F16 ไปทิ้งระเบิด

หลังจากหยุดยิง กัมพูชาสั่งสมกำลังใหม่เพื่อที่จะมาปะทะในครั้งนี้ และยิงใส่บ้านเรือนประชาชนและทหารไทยอีก ก่อนที่จะมี F-16 ไปทิ้งระเบิดตกใส่อาคารคลังอาวุธอีก 2 แห่ง ซึ่งที่ออกมาอธิบ่ายนี้ เพราะในภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 พบว่ามีไฟกำลังไหม้ในพื้นที่โดยรอบของอาคารฝั่งขวาล่าง ซึ่งทางเพจได้จำแนกว่า

  • 18 ธ.ค. 2568 คือภาพเมื่อวานนี้ที่ 2 อาคารได้หายไป
  • 7 ส.ค. 2568 คือภาพหลังจากสงคราม 5 วัน ที่อาคารซ้ายบนได้หายไป
  • 13 ก.ค. 2568 คือภาพอาคารคลังอาวุธ ทั้งหมด 6 หลัง ก่อนสงคราม 5 วัน

ที่น่าสังเกตคือ อาคารฝั่งซ้ายตรงกลาง น่าจะเป็นคลังเก็บอาวุธที่สำคัญ เพราะดูจากภาพแล้วจะเห็นว่ามีการทำคันดินล้อมรอบเพื่อป้องกันแรงระเบิด แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นถูกทำลายไป และอยากให้มีการส่งข้าวหลามยักษ์ไปให้อาคารที่เหลือเพื่อจัดการกับกัมพูชา ควรทำลายขุมกำลังให้มากที่สุด

ไทยกัมพูชา รายการเข้มข่าวค่ำ
เผยภาพดาวเทียมคลังเก็บอาวุธ “กัมพูชา” ถูกทำลาย

 

ทหารช่างไถเรียบ! "อนุสาวรีย์ตาอม" พื้นที่ช่องอานม้า

“กองทัพบก” ส่งทหารช่าง จากกองพันทหารช่างที่ 202 กรมทหารช่างที่ 2 เข้าขุดรื้อทำลายอนุสาวรีย์ตาอม และกวาดไถตลาดช่องอานม้า จนราบเป็นหน้ากลอง สำหรับอนุสาวรีย์ตาอม นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวีรชนและตำนานท้องถิ่นของชาวกัมพูชา ที่สู้รบปกป้องดินแดน โดยทำเป็นรูปนักรบขี่ม้าหันดาบมาทางดินแดนไทย

โดยในช่วงปะทะกันรอบแรก อนุสาวรีย์าตาอม ถูกทำลายเหลือเพียงซากศาลาบางส่วน แต่ในการปะทะรอบนี้ ทหารไทยบุกยึดพื้นที่ช่องอานม้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมกับเนิน 677 และเนิน 500 ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ “พื้นที่ตาควาย – เนิน 350” พบโดรนจำนวนมาก - รถบรรทุก คาดกัมพูชาส่งกำลังบำรุงเข้ามาในพื้นที่

เวลา 12.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2568

จังหวัดศรีสะเกษ

พื้นที่โดนตรวล – ซำแต – สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า : ฝ่ายกัมพูชาใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่เป็นห้วงๆ ฝ่ายเราทำการยิงตอบโต้ด้วยปืนเล็ก และใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชา และใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณยอดเขาเปี๊ยะสะแบก เนื่องจากคาดว่าเป็นที่ตั้งโรงเก็บ จลก. BM-21 ของกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย : ฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ FPV โจมตีฝ่ายเรา โดยฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ ยิงทำลายเป้าหมาย และปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์ – พลาญยาว - พลาญหินแปดก้อน : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ มีการใช้โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพ FPV ต่อกำลังฝ่ายเรา กำลังพลฝ่ายเราปลอดภัย

จังหวัดสุรินทร์

พื้นที่ตาควาย - บริเวณเนิน 350 : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ และจรวด BM-21 เป็นห้วงๆ มีการใช้โดรนตรวจจการณ์ และโดรน FPV เป็นจำนวนมาก ตรวจพบรถบรรทุกวิ่งเข้ามาในพื้นที่ คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายเราปฏิบัติตามแผนเชิงรุก ยึดครองภูมิประเทศสำคัญ จากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงจับตามองพื้นที่นี้ และเตรียมตอบโต้ฝ่ายเรา ปัจจุบันฝ่ายเรายังไม่สามารถนำร่างกำลังพลที่เสียชีวิต 2 นาย ลงมาจากเนิน 350 ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ต่อต้านอย่างหนาแน่นด้วยปืนเล็กยาว ลูกระเบิดขว้าง และวางกับระเบิดในพื้นที่

พื้นที่ตาเมือน : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยอาวุธปืนเล็ก และเครื่องยิงลูกระเบิด เบาบางในพื้นที่ มีการใช้อากาศยานไร้คนขับ UAV บินตรวจการณ์ในพื้นที่ ในห้วงเวลา 18.00 น. – 20.00 น. ฝ่ายเราวางกำลังตั้งรับ และใช้ปืนใหญ่ ยิงข่มที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ตรงข้ามปราสาทตาเมือน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จากสำนักข่าว Nikkeiประเทศญี่ปุ่น, สำนักข่าว Tv2 ประเทศนอร์เวย์ และสำนักข่าว Al Jazeera ลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดศรีสะเกษ และเข้าพื้นแนวชายแดน เพื่อสังเกตการณ์ และเผยแพร่ข่าว ผลกระทบความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ชายแดน จากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้อาวุธปืนใหญ่ และจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่เลือกเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่เป็นที่ตั้งทางทหาร ส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่ และลูกจรวด BM-21 ตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทย ประชาชนชาวไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร ของฝ่ายไทยได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก

สรุปสถานการณ์ชายแดน ผามออีแดง-ภูมะเขือ-ตาควาย ดุเดือด

วันที่ 19 ธ.ค.2569 เวลา 10.00 น. กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 18 ธ.ค.2568 โดยมีเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่ ส่วนหลัง กระสุนปืนใหญ่ กัมพูชายิงตกบริเวณ บ้านภูมิซลอน และทางขึ้นอุทยานผามออีแดงในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และฝ่ายไทยยังไม่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิต 2 นายออกจากพื้นที่เนิน 350 (ปราสาทตาควาย)ได้เนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ป้องกันด้วยอาวุธปืนเล็กยาว , ลูกระเบิดขว้าง และกับระเบิดอย่างหนาแน่น

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่ช่องบก ทั้งสองฝ่ายยังมีการปะทะเป็นระยะแบบประปรายในลักษณะเช็คแนว ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสถานการณ์โดยรวมปกติ

พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยได้ตรึงกำลังตลอดแนวการวางกำลัง และสถาปนาความมั่นคง บริเวณที่หมาย

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ

พื้นที่ซำแต – โดนตรวล - ภูผี - สัตตะโสม - พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า เครื่องบินF-16 ทำการทิ้งระเบิดบริเวณยอดเขาเปี๊ยะสะแบกของฐานทหารกัมพูชา ซึ่งที่แห่งนี่เป็นที่ตั้งโรงเก็บ จลก. จรวดหลายลำกล้อง BM-21

พื้นที่บริเวณผามออีแดง - ห้วยตามาเรีย พื้นที่นี้มีความตึงเครียดสูง ทหารกัมพูชา มีการยิงปืน ค.100 ปืนใหญ่  โดรน FPV และโดรนทิ้งระเบิดจำนวนมากเข้ามาทิ้งฝั่งไทย ฝ่ายไทยจึงได้ใช้ ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดทำการยิงตอบโต้หลายรอบ นอกจากนี้ยังได้ตรวจพบ โดรนจำนวนมาก บริเวณพื้นที่ผามออีแดงและมีกระสุนปืนใหญ่ กัมพูชายิงมาตก บริเวณบ้านภูมิซลอน และทางขึ้นอุทยานผามออีแดง

พื้นที่ภูมะเขือ - ช่องโดนเอาว์ - พลาญยาว - พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายไทยได้ตรวจพบโดรนทิ้งระเบิด กัมพูชาในพื้นที่ภูมะเขือ หลายห้วงเวลาตลอดทั้งวัน และโดรน FPV ทหารกัมพูชา โจมตีฝ่ายไทยและติดตาข่ายฝ่ายไทยบริเวณภูมะเขือและระเบิด กำลังพลปลอดภัย

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์

พื้นที่ช่องจอม - ช่องเปรอ – ช่องระยี ฝ่ายไทยทำการเข้ายึดที่หมายโอคลาคมุมพื้นที่ช่องจอม ฝ่ายไทยทำการเสริมความมั่นคงแนวการวางกำลัง

พื้นที่คนาฝ่ายไทยสถานปนาที่หมาย และตรึงกำลังในพื้นที่ตลอดแนวการวางกำลัง

พื้นที่ตาควายฝ่ายทหารกัมพูชามีการยิงรถถัง ปืนใหญ่ และ จรวดหลายลำกล้องBM - 21 เข้ามาเป็นห้วงๆ ฝ่ายทหารกัมพูชายังใช้ โดรนตรวจจการณ์ และ โดรน FPV เป็นจำนวนมาก เข้ามายังฝั่งไทย ฝ่ายไทยยังไม่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิต ลงมาจากเนิน 350 ได้ เนื่องจาก ทหารกัมพูชาต่อต้านอย่างหนาแน่นด้วย ปืนเล็กยาว ลูกระเบิดขว้าง และกับระเบิด มั้งนี้ยังสะท้อนว่า ทหารกัมพูชายังคงจับตามองพื้นที่ และเตรียมตอบโต้ฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ช่องกร่าง ฝ่ายไทยได้ใช้ปืนทำการยิงข่ม รถถังทหารกัมพูชาที่พื้นที่ตรงข้าม

พื้นที่ตาเมือนธม ทหารกัมพูชา ทำการระดมยิงปืนเล็กยาว ปืน ค., ปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นตลอดแนว มีการปะทะ ด้วยอาวุธหนักอย่างหนาแน่น และยังมีการปืนเล็กเป็นระยะๆ สามารถตรวจพบ UAV จำนวนมากตลอดวัน พื้นที่ฝ่ายไทยยังคงถูกเฝ้าตรวจและคุกคาม ด้วยระบบอากาศยานไร้คนขับต่อเนื่องจนถึงช่วงค่ำ

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์

พื้นที่ช่องสายตะกู ทั้ง 2 ฝ่าย มีการตรึงกำลังตลอดแนว และปรากฏการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และ ปืนใหญ่ เป็นระยะๆ

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 19 ธ.ค. 68 FB/Army Military Force
ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ปอยเปต

ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตรวจพบว่าเป็นที่ตั้งหน่วยทหาร คลังอาวุธกระสุนและวัตถุระเบิด ในพื้นที่ฝั่งปอยเปต และ อ.ศรีโสภณ ตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนของฝ่ายไทย โดยภารกิจนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนชาวกัมพูชาและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต่อการสู้รบ

ทำไม F-16 บอมบ์ตึกกาสิโนกัมพูชาไม่พัง?

วันที่ 19 ธ.ค. 68 หน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยการปฏิบัติการทางทหารทำลายตึกกาสิโนหลายแห่งของกัมพูชา เนื่องจากตึกกาสิโนเหล่านี้ด้านหน้าถูกดัดแปลงเป็นที่ตั้งบัญชาการทางทหารส่วนหน้าของระดับ ผบ.ยุทธบริเวณในการบัญชาการรบ ทำหน้าที่อำนวยการยุทธให้กับยุทธบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทุกครั้งที่มีการสู้รบทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบโดยตลอด เพราะเป็นตึกสูงข่ม การตรวจการณ์ดี ด้วยระบบเครื่องมือเฝ้าตรวจสนามรบ มองเห็นภาพ ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ดี

อีกทั้งยังเป็นจุดปล่อยโดรนทั้งแบบตรวจการณ์ โดรนโจมตี และโดรนทิ้งระเบิด รวมทั้งมีระบบ Anti Drone ควบคุมแนวยุทธบริเวณนั้น นอกจากสร้างอันตรายต่อกำลังหน้าแนวพื้นที่แล้ว ยังสามารถจำกัดการใช้ยุทธวิธีโดรนของฝ่ายไทยได้อีกด้วย

แหล่งข่าวความมั่นคงระบุต่อว่า กัมพูชายังใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานยิงปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีมายังฝั่งไทย ไม่เว้นแม้แต่เขตพลเรือน

และก่อนหน้านี้ ตึกกาสิโนเหล่านี้ เป็นตึกเชิงอิทธิพล ซึ่งมีกลุ่มทุนสีเทาเข้ามาลงทุน และก็ใช้กำลังสุดความสามารถในการปกป้องธุรกิจเปรียบเป็นที่บัญชาการทางทหารแบบครบวงจร และเป็นรายได้หลักของ ผบ.หน่วยทหารในแต่ละพื้นที่เพื่อนำมาสนับสนุนการรบ สร้างความแข็งแกร่งให้กับกำลังหน้าแนว เป็นคลังเสบียง สิ่งอุปกรณ์ทางเทคนิค อาวุธ กระสุน

แหล่งข่าวความมั่นคงยังระบุต่อว่า สำหรับข้อสังเกตุการปฏิบัติการทางอากาศเครื่องบิน F-16 ที่ไม่สามารถระเบิดตึกกาสิโนหลายแห่งให้พังทลายลงมาให้สิ้นซากนั้น เนื่องจากตึกเหล่านี้มีการออกแบบพิเศษ มีระบบโครงสร้างที่หนาแน่นปลอดภัยและแข็งแรง จึงใช้วิธีการยิงปืนใหญ่ จำนวน 5 ลูก เพื่อทำลายกำแพงผนังด้านข้างของตึก จากนั้นใช้ F-16 ทิ้งระเบิดบริเวณดาดฟ้าเปิดช่อง เพื่อทิ้งระเบิดอีกลูกใช้วิธีหน่วงเวลาให้ระเบิดภายใน แม้จากภายนอกตึกยังคงแข็งแรง แต่ภายในพังเสียหายทั้งหมด เช่น กาสิโนทมอดา

ชายแดนตราดเดือด ปืนใหญ่ดังต่อเนื่องกว่า 10 นัด ไทยสกัดกัมพูชาบุกบ้านสามหลัง 

ช่วงเวลา 05.00 น. แนวชายแดนตราด มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10 นัด จุดที่ตกบริเวณหน้าแนวบ้านสามหลัง

นาวาเอกธรรมนูญ วรรณา ผบ.ฉก.นย.ตราด ให้ข้อมูลว่า ทหารไทยที่ประจำจุดบ้านสามหลัง ตรวจพบทหารกัมพูชาเติมกำลังเข้าพื้นที่จำนวนมาก อีกทั้งยังพยายามบุกเพื่อยึดคืนพื้นที่บ้านสามหลัง ฝ่ายไทยได้ระดมยิงปืนใหญ่เพื่อตอบโต้ จนทหารกัมพูชาล่าถอยไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลว่า ปฏิบัติการยึดคืนบ้านสามหลัง เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะในวันดังกล่าว 7 นาย แต่ยังไม่ยืนยัน เนื่องจากหลังทหารไทยเข้ายึดบ้านสามหลัง เพื่อลงพื้นที่ตรวจการณ์ ไม่พบศพทหารฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด 

ยูเอ็นกังวล หลังมีการโจมตีทางอากาศ-ใช้อาวุธหนักรอบพื้นที่ที่มีประชาชน

โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เปิดเผยว่า การที่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการใช้การโจมตีทางอากาศและอาวุธหนักในและรอบพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลเรือน เขาเรียกร้องให้ยุติการสู้รบโดยทันที

“ผมรู้สึกตกใจกับรายงานที่ว่าพื้นที่รอบหมู่บ้านและแหล่งโบราณสถานถูกโจมตีด้วยเครื่องบินรบ โดรน และปืนใหญ่” เติร์กกล่าว

“ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นที่ชัดเจนว่าการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนมีความสำคัญสูงสุด” ข้าหลวงใหญ่เตือน

“ผมขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันทีและกลับสู่การเจรจา” เขากล่าวเสริม โดยระลึกถึงปฏิญญาร่วมเพื่อลดความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงกันในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือน ต.ค. “สำนักงานของผมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในมาตรการสร้างความไว้วางใจ และเพื่อให้แน่ใจว่าการปกป้องชีวิตและสวัสดิภาพของพลเรือนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

เติร์กกล่าวว่า “ไทยและกัมพูชาได้สร้างรากฐานความร่วมมือที่แข็งแกร่งมายาวนานหลายปี โดยมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์และค่านิยมร่วมกัน รวมถึงความมุ่งมั่นในด้านสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมรดกแห่งความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองประเทศมีเครื่องมือและสายสัมพันธ์ที่จะกำหนดเส้นทางกลับสู่การเจรจาและสันติภาพที่ยั่งยืน”

รมว.ต่างประเทศจีนย้ำหยุดยิงเป็นเรื่องเร่งด่วน

หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้โทรศัพท์คุยกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายได้แจ้งความคืบหน้าล่าสุดของสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้ หวัง อี้ และแสดงความปรารถนาที่จะคลี่คลายความตึงเครียดและหยุดยิง

หวัง อี้ กล่าวว่า ในฐานะมิตรประเทศและเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทยและกัมพูชา จีนเป็นประเทศที่ไม่อยากเห็นทั้งสองฝ่ายปะทะกันมากที่สุด และเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนของทั้งสองประเทศ ความรุนแรงของสถานการณ์การปะทะครั้งนี้เกินกว่าครั้งก่อน ๆ มาก และหากยังคงดำเนินต่อไป จะไม่มีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและบั่นทอนความสามัคคีของอาเซียน ภารกิจเร่งด่วนในปัจจุบันคือต้องมีการตัดสินใจ หยุดยิงโดยเร็วที่สุด ลดความเสียหายให้ทันเวลา และฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

หวัง อี้ กล่าวว่า จีนยึดมั่นในหลักการส่งเสริมการเจรจาและความเป็นธรรมในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยของอาเซียน

ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เดินทางไปไทยและกัมพูชาเพื่อประสานงาน ฝ่ายจีนจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อไป รวมทั้งมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา หวังว่าทั้งสองประเทศจะใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับประกันความปลอดภัยของโครงการและบุคลากรของจีน และเฝ้าระวังผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือเท็จเพื่อทำลายความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีนกับทั้งสองประเทศ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายปรัก สุคน ชื่นชมท่าทีที่เป็นกลางและไม่ลำเอียงของจีนอย่างสูง รวมถึงบทบาทของจีนในการไกล่เกลี่ย ยินดีกับการเดินทางมาไกล่เกลี่ยของทูตพิเศษจีน และหวังว่าฝ่ายจีนจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการคลี่คลายความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพ

หลักฐานชัดจากบ้านหนองรี-บ้านสามหลัง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า จากกรณีที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและยึดคืนพื้นที่บริเวณบ้านหนองรี ซึ่งเดิมถูกใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชานั้น

ภายหลังการเข้าเคลียร์พื้นที่ ได้ตรวจพบคลังเก็บทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกดัดแปลงจากทุ่นระเบิดดักรถถัง จำนวน 16 ลูก ที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือว่าการกระทำที่มีลักษณะจงใจสร้างอันตรายโดยไม่เลือกเป้าหมาย และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อทั้งกำลังพลและพลเรือน

นอกจากนี้ จากการตรวจยึดและตรวจสอบพื้นที่ฐานพลุ๊กดรัมเรย (บ้านสามหลัง) เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังได้ตรวจพบเอกสารทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เป็นเอกสารการจดบันทึกของผู้เข้ารับการฝึกใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2 โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงลักษณะทั่วไปของทุ่นระเบิด การวาง และการเก็บกู้ ซึ่งมีการระบุวันที่จัดการสอนเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2567 อีกด้วย

เอกสารดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีการอบรม ให้ทหารกัมพูชาใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มิใช่การกระทำโดยบังเอิญหรือเฉพาะหน้า และสะท้อนถึงเจตนาในการใช้ “สงครามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ต่อฝ่ายไทย ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 19 ธ.ค. 68 โฆษกกองทัพเรือ
เอกสารการจดบันทึกของผู้เข้ารับการฝึกใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2

สรุปสถานการณ์วันที่ 18 ธ.ค. 68

พื้นที่กองทัพภาค 2

พื้นที่ช่องอานม้า : ฝ่ายเราปฏิบัติการเชิงรุกตามแผน ฝ่ายกัมพูชาละทิ้งพื้นที่ ปัจจุบันทำการเสริมความมั่นคง และจัดระเบียบใหม่ ณ ที่หมาย บริเวณขอบหน้าผา

พื้นที่โดนตรวล – ซำแต – สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า : ฝ่ายกัมพูชา ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ตลอดทั้งวัน ฝ่ายเราทำการยิงตอบโต้ด้วยปืนเล็ก และใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย : มีการปะทะเป็นระยะๆ ฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด รถถัง โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ FPV โจมตีฝ่ายเรา โดยฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ ยิงทำลายเป้าหมาย และปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์ – พลาญยาว - พลาญหินแปดก้อน : มีการปะทะกันอย่างหนาแน่น ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้าตี เพื่อยึดคืนพื้นที่ มีการใช้โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพ FPV ต่อกำลังฝ่ายเรา กำลังพลฝ่ายเราปลอดภัย

พื้นที่ช่องคลาคะมุม : ฝ่ายเราทำการยึดครองพื้นที่ได้เพิ่มเติม และกำลังปฏิบัติตามแผน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดระเบียบพื้นที่ใหม่

พื้นที่ช่องกร่าง – ตาเมือน – ตาควาย - บริเวณเนิน 350 : มีรบปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราระดมยิงอย่างหนัก ทำให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาที่เพิ่มเติมเข้ามา กว่า 160 คน ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ในส่วนกำลังพลที่ประจำการอยู่เดิม มีความอ่อนล้า ขาดน้ำ และมีการรายงานว่า อาจต้านทานไม่ไหว ขอให้หน่วยเหนือยิงสนับสนุนในทันที และบางจุดได้สั่งให้กำลังพลถอนตัวไปด้านล่าง ทำให้การต่อต้านฝ่ายเราในห้วงเวลาเบาบาง ส่วนหน่วยรถถังของกัมพูชา มีการสั่งการว่า “ห้ามเคลื่อนย้ายหากไม่มีคำสั่ง” ฝ่ายกัมพูชาอาจต้องการใช้เพื่อยิงสกัดกั้น ในภารกิจคุ้มครองกำลังที่กำลังถอนตัว

หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กองกำลังสุรนารี ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปิดล้อมตรวจค้นชุมชนบริเวณพื้นที่ตลาดเมืองใหม่ช่องสะงำ เนื่องจากที่มีคำสั่งของอำเภอภูสิงห์ ให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ  แต่ยังคงมีประชาชนพักอาศัยอยู่บริเวณชุมชนตลาดเมืองใหม่ช่องสะงำ และคาดว่าจะมีประชาชนชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ จึงร่วมกันเข้าตรวจค้นโกดังสินค้า ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พบชายสัญชาติไทย กับภรรยาสัญชาติกัมพูชาเป็นเจ้าของ ผลจากการตรวจค้น พบเงินสดจำนวน 11,031,150 บาท และทองรูปพรรณ 33 รายการ โดยเจ้าตัวอ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการค้าขายสินค้าในพื้นที่ตลาดเมืองใหม่ช่องสะงำ เจ้าพนักงานได้ทำการอายัดเงินเพื่อตรวจสอบ และให้เจ้าตัวนำหลักฐานการค้าขายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่

พื้นที่กองทัพภาค 1

พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ฝ่ายเราดำเนินกลยุทธ์และใช้การยิงจากอาวุธยิงสนับสนุน เพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่โล่งแจ้ง โดยฝ่ายกัมพูชาทำการตั้งรับในที่มั่น และใช้การยิง BM-21,ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง ฝ่ายเราดำเนินกลยุทธ์และใช้การยิงจากอาวุธยิงสนับสนุน เพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ โดยฝ่ายกัมพูชายังคงต่อต้านด้วยการยิง BM-21,ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง และพยายามเพิ่มเติมกำลังเพื่อเข้าปฏิบัติต่อฝ่ายเรา 

พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง ฝ่ายเราดำเนินกลยุทธ์ และใช้การยิงจากอาวุธยิงสนับสนุนเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ โดยฝ่ายกัมพูชาทำการตั้งรับในที่มั่น และใช้การยิง BM-21,ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง 

กองทัพอากาศได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ต่อเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตรวจพบว่าเป็นที่ตั้งหน่วยทหาร คลังอาวุธกระสุนและวัตถุระเบิด ในพื้นที่ฝั่งปอยเปต และ อ.ศรีโสภณ ตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของทหารและประชาชนของฝ่ายไทย โดยภารกิจนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนชาวกัมพูชาและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องต่อการสู้รบ

ในส่วนกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยวันนี้มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ เพิ่มเติมจำนวน 1 นาย สรุปยอดกำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ตั้งแต่ 8 ธ.ค.68 - ปัจจุบัน บาดเจ็บ 64 นาย และเสียชีวิต 4 นาย ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ใน 4 อำเภอ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 4 พื้นที่ จำนวน 41 ศูนย์ รวม 18,874 คน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ