นายอนาลโย กอสกุล เจ้าของเพจ thaiarmedforce.com ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธสงคราม วิเคราะห์สถานการณ์การปะทะไทย–กัมพูชา ระบุว่า กรณีการพบทุ่นระเบิด โดยเฉพาะเหตุทุ่นระเบิดที่ทำให้ไทยสูญเสียขาที่ 8 ควรถูกยกเป็นประเด็นสำคัญในเวทีประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อชี้ให้เห็นว่า นอกจากปัญหาการรุกล้ำดินแดนแล้ว การวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยต้องดำเนินการทางทหาร
นายอนาลโย มองว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดข้อตกลงนำไปสู่การหยุดยิงในเร็ว ๆ นี้ หลังจากอาเซียน สหรัฐอเมริกา และจีน เข้ามามีบทบาทอย่างต่อเนื่อง และแสดงท่าทีต้องการให้สถานการณ์ยุติลง เพื่อกำหนดขอบเขตและจุดสิ้นสุดของการปฏิบัติการทางทหารให้ชัดเจน
ขณะเดียวกัน นายอนาลโย มองว่า โอกาสที่กัมพูชาจะออกมาขอโทษแทบไม่มี เนื่องจากจะเท่ากับการยอมรับความผิดทั้งหมด และสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่กองกำลังจะ “สิ้นสภาพ” โดยประเมินว่าขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาถูกกระทบเพียงราว 5–10% เนื่องจากไทยไม่ได้มีลักษณะการรบเชิงรุก ไทยรบแบบตั้งรับเป็นส่วนใหญ่
“เมื่อเรารบเชิงตั้งรับ การทำลายขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามจะเป็นไปได้ยากมากในบริบทของการใช้อาวุธปืนใหญ่ที่ยิงเข้าไป หรือการโจมตีในอากาศ ซึ่งในการปฏิบัติจริงเราไม่สามารถทำได้ภายใต้ข้อจำกัดที่วางเอาไว้” นายอนาลโย กล่าว
นายอนาลโย กล่าวต่อว่า ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ไทยจะไม่ออกนอกเขตเส้นปฏิบัติการ อาวุธหนักหรือกำลังส่งของฝ่ายกัมพูชาอยู่นอกเส้นปฏิบัติการทั้งหมด ถ้าจะทำลายโครงสร้างหรือทำลายขีดความสามารถทางทหารต้องอาศัยการรุกภาคพื้นดินด้วย ซึ่งเราไม่ได้มีการรุกภาคพื้นดิน ผลลัพธ์ก็จะมีความจำกัด
และหากมีการหยุดยิงในขณะนี้ ไทยถือว่าไม่ได้เสียเปรียบมากนัก เนื่องจากสามารถควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในกองทัพภาคที่ 2 ได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียงบางจุดที่ยังต้องติดตามสถานการณ์เพิ่มเติม
นายอนาลโย วิเคราะห์ว่า กัมพูชากำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนกระสุนและอาวุธอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากการใช้จรวดและอาวุธหนักที่ลดลงอย่างมากในช่วงหลังไม่ถึงร้อย ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการโต้ตอบทางทหาร และทำให้มีแนวโน้มต้องพึ่งพาแรงกดดันจากเวทีอาเซียนหรือมหาอำนาจ เพื่อหาทางออกด้วยการหยุดยิง