พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดเผยหลังแถลงผลการลงนาม GBC ว่าขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการสื่อสารผ่านทางสายด่วนกับประเทศกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออกด้วยความสันติวิธี โดยจะมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้ง 2 ประเทศ โดยไทยจะนำหลักฐานทุกอย่างไปใช้ในเวทีนานาชาติ เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มยิงก่อน ส่วนผลการลงนามที่มีการยืนยันว่าหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง
มองว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม เพราะเป็นตัวเลขระดับมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก แต่หากหลังจากนี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลง และเปิดฉากปะทะอีกครั้ง กองทัพไทยจะใช้มาตรการเดิมในการตอบโต้ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และพร้อมจะเปิดหลักฐานในเวทีโลกเพื่อให้ประชาคมโลกเห็นข้อเท็จจริง
และหากครบ 72 ชั่วโมงไปแล้ว รวมถึงหากปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 นาย แต่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงอีก กองทัพก็จะตอบโต้เหมือนเดิมเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง โดยจะเน้นไปที่การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และจะนำข้อเท็จจริงทั้งหมด ไปสื่อสารกับประชาคมโลกให้ทุกคนเห็นว่าประเทศไทยตอบโต้ตามมาตรฐานสากล และเปิดทางที่จะใช้การเจรจาอย่างสันติภาพด้วยความจริงใจแล้ว ซึ่งต้องการทำให้ทุกคนเห็นว่า เราพยายามต่อสู้กับคนที่ไม่เคารพกติกา ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาหรือใช้กระบวนการในเวทีนานาชาติ แต่ขอให้มั่นใจว่าเราต่อสู้ด้วยความจริง และกองทัพไม่มีหยุดปีใหม่ ยังเตรียมพร้อมที่จะรับใช้ชาติตลอดเวลา
สำหรับชาวบ้านกว่า 400,000 คน ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลทุกภาคส่วนยืนยันว่าจะดูแลอย่างเต็มที่ และมีมาตรการเยียวยาตามข้อเท็จจริง พร้อมทั้งขอบคุณคนไทยที่ส่งของจำเป็นบริจาคมาอย่างต่อเนื่อง แต่การจะกลับเข้าพื้นที่ให้ขึ้นอยู่กับการประเมินของทหารหน้างาน ในแต่ละพื้นที่ และคาดหวังว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจ ไม่ละเมิดข้อตกลงใด ๆ อีก
สำหรับปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เกิดขึ้นที่บริเวณแนวชายแดนเท่านั้น ส่วนจุดอื่นภายในประเทศยังอยู่ในเหตุการณ์ปกติ ขอให้ชาวต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไม่ต้องกังวล แต่ขอความร่วมมือไม่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่