พลโท กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยมุมมองหลังไทย - กัมพูชา ลงนามหยุดยิง 72 ชม. มีผลทันที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ว่า การหยุดยิงในภาพรวมถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการลงนาม เพราะต้องดูรายละเอียดของข้อตกลง และการปฏิบัติตามจริงในแต่ละข้อ
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมไทยยังยอมลงนามหยุดยิง ทั้งที่มีบทเรียนในอดีตมาแล้ว พลโทกนก มองว่า เป็นเพราะไทยต้องการให้สถานการณ์ยุติลง
แต่ยังไม่ถือว่าเรียบร้อยทั้งหมด แม้จะมีการระบุว่าควบคุมพื้นที่อธิปไตยไทยได้ 90% แล้วก็ตาม แต่อีก 10% ที่เหลือยังต้องระมัดระวัง
ซึ่งประเด็นที่ต้องจับตา คือ ในช่วง 72 ชั่วโมง หลังหยุดยิง พลโทกนก ย้ำว่า ยังไม่สามารถไว้วางใจกัมพูชาได้ เพราะที่ผ่านมาเคยมีการลงนามหยุดยิงแล้ว แต่ยังเกิดการละเมิดข้อตกลงขึ้นอีก แม้ในครั้งก่อนจะมีผู้นำระดับสูงของกัมพูชาเป็นผู้ลงนามก็ตาม ส่วนครั้งนี้เป็นการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีกลาโหมไปเจรจา ซึ่งท้ายที่สุดยังขึ้นอยู่กับคำสั่งจากผู้นำกัมพูชา
พลโทกนก ยังตั้งข้อสังเกตว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลังหยุดยิงกัมพูชามักจะสงบในช่วง 3–4 วันแรก ก่อนจะเริ่มมีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และไม่ควรประมาท พร้อมย้ำว่ายังไว้ใจไม่ได้ ส่วนกรณีมีรายงานว่า วันนี้มีทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีก ก่อนมีผลหยุดยิง พลโทกนก อธิบายว่า พื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดไว้เพื่อป้องกันตนเอง
เมื่อฝ่ายไทยเข้าควบคุม หรือ ผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกไป จึงมีความเสี่ยงและต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะในพื้นที่ตาควายที่เคยเกิดเหตุมาแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ประเด็นเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างบ้านหนองจาน พลโทกนก แสดงความกังวลว่า ข้อความในข้อตกลงอาจถูกตีความได้หลายทาง หากไม่มีการกำหนดให้ชัดเจนว่า หลังหยุดยิงแล้วใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น และห้ามข้ามเขตพื้นที่ของกันและกัน อาจทำให้ความพยายามที่ฝ่ายไทยดำเนินการมาก่อนหน้านี้สูญเปล่า
ทั้งนี้ พลโท กนก บอกว่า ประเด็นดังกล่าวควรให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือ คณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุม เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมเข้าใจตรงกัน