นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาต่อคณะทูต โดยย้ำถึงความคืบหน้าในการสร้างสันติภาพบริเวณชายแดน และการหารือไตรภาคีที่เกิดขึ้นในประเทศจีน
โดยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา จากการประชุมสมัยพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ซึ่งประเด็นหลักคือการหารือเรื่องการหยุดยิง โดยฝ่ายไทยยึดถือจุดยืนว่า การหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การประกาศฝ่ายเดียว แต่ต้องผ่านการเจรจาระหว่างฝ่ายทหารของทั้งสองประเทศ
ซึ่งผลจากการประชุมดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างวันที่ 24 – 26 ธ.ค. ซึ่งเป็นการหารือกันระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2568 เวลาเที่ยงวัน นอกจากนี้ ยังมีการตกลงเรื่องมาตรการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และการเสริมสร้างกลไกสังเกตการณ์ผ่านคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอีกด้วย
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ระบุถึงการเดินทางไปประชุมที่จีนซึ่งเป็นการประชุมที่ฝ่ายจีน ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการพูดคุย โดยมีการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. และหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาในเช้าวันที่ 29 ธ.ค. เพื่อวางแนวทางในอนาคตหลังการหยุดยิง
นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าจีนไม่ได้เข้ามาแทรกแซงแต่เคารพว่าเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ต้องตกลงกันเอง ซึ่งตรงกับท่าทีของไทย จีนเพียงทำหน้าที่สนับสนุนตามจังหวะเวลาที่ทั้งสองประเทศเห็นสมควร โดยไม่ได้เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขหรือเวลาในการเจรจา
นายสีหศักดิ์ ย้ำว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการทำให้เกิดการหยุดยิงที่ถาวร เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยนายสีหศักดิ์ เสนอว่าต้องมีมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และการดำเนินงานจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงท้าย นายสีหศักดิ์ยอมรับว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ตั้งใจ หากเกิดการเผชิญหน้าที่เกิดจากความตั้งใจย่อมต้องมีการตอบโต้ แต่หากเป็นเหตุสุดวิสัยหรือความไม่เข้าใจกัน ทั้งสองฝ่ายต้องติดต่อสื่อสารกันเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ทั้งนี้รัฐบาลไทยยืนยันความจริงใจ และความจริงจังที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ
นอกจากนี้ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้สรุปผลการหารือต่อคณะทูตจาก 60 ประเทศ และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ โดยระบุว่า จีนสนับสนุนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยยึดหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน และพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อสันติภาพ
ส่วนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย - กัมพูชา ตอนนี้เป็นไปแบบก้าวไปทีละขั้น (Step by Step) ไทยเน้นการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนสองฝั่งกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
ทั้งนี้ นายนิกรเดช ระบุว่า แม้จะมีการลงนามในถ้อยแถลงร่วมเพื่อหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. แต่ฝ่ายไทยตรวจพบโดรนของกัมพูชาบินล้ำแดน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลง นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ใหม่ ซึ่งไทยได้ดำเนินการประท้วงตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อปกป้องสิทธิและอธิปไตยอย่างถึงที่สุด
ส่วนข้อเสนอจากกัมพูชาที่ต้องการให้เปิดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC โดยระบุชัดเจนว่า ไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนี้ เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิด และสถานะของรัฐบาลรักษาการที่อาจไม่มีอำนาจเต็มในการเจรจาเรื่องเขตแดน
ส่วนข้อเสนอจากกัมพูชาที่ต้องการให้เปิดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC นายนิกรเดช ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมามีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจนถึงขั้นขาขาดไปแล้ว ถึง 11 ราย ดังนั้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อน เพราะในทางปฏิบัติจะไม่สามารถดำเนินการปักหลักเขตแดนได้เลย หากในพื้นที่นั้น ยังมีทุ่นระเบิดฝังอยู่เต็มไปหมด
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านข้อกฎหมายและมารยาททางการเมือง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติ การที่หัวหน้าคณะ JBC จะไปเจรจาเรื่องเขตแดน จะต้องนำประเด็นเข้าขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งก่อนการประชุมและหลังการเจรจาเสร็จสิ้น ดังนั้น ในสถานะรัฐบาลรักษาการเช่นนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอาจจะไม่อยู่ในสถานะ ที่จะส่งคณะผู้แทนไปเจรจาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนได้ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
ส่วนกรณีหากเกิดสถานการณ์ตึงเครียดหรือการปะทะกันตามแนวชายแดน นายนิกรเดช ยืนยันว่ามีกลไกป้องกันและประสานงานรองรับอยู่แล้ว โดยมีสายตรงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่เคยวางไว้ในการประชุมครั้งก่อนๆ และเป็นไปตามข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วม