กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2568 ไม่มีการปะทะ กัมพูชาสงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร ปรับปรุงเสริมแนวที่มั่นหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย เตรียมพร้อมกำลัง และจับตาความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด
- ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ยังคงเงียบแต่ไม่วางใจ พื้นที่ช่องบกยังไม่พบการปะทะ เจ้าหน้าที่ตรวจพบการเตรียมพร้อมเชิงป้องกันของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดัดแปลงที่มั่น ติดตั้งท่อส่งน้ำ และจัดกำลังเฝ้าระวังด้วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน)
- ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้า สถานการณ์ยังคงสงบ ฝ่ายกัมพูชาติดตามการขุดคูติดต่อของฝ่ายไทยในพื้นที่รวงผึ้ง พร้อมบันทึกภาพความเคลื่อนไหวไว้เป็นข้อมูล
- ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวพื้นที่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า ยังไม่พบเหตุปะทะ อยู่ในช่วงเฝ้าระวังและรักษาแนวที่มั่นเดิม
- ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบการลำเลียงสัมภาระ เสบียง น้ำ และโครงสร้างโลหะขึ้นสู่พื้นที่สูง มีรถพยาบาลเข้า-ออก เป็นระยะพร้อมคำสั่งห้ามถ่ายภาพฐานที่ตั้งและการปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด
- ส่วนพื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน พบการติดตั้งโครงเหล็กและแผงโซลาร์เซลล์ใกล้แหล่งน้ำ คาดใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคควบคู่เสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหาร
- ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม–ช่องเปรอ–ช่องระยี ไม่ปรากฏเหตุการณ์สำคัญ แต่มีรายงานการเคลื่อนย้ายกำลังบางส่วนของฝ่ายกัมพูชาไปยังที่ตั้งใหม่
- บริเวณปราสาทคนา พบการกรอกดินใส่กระสอบ เสริมแนวกำบังและหลุมหลบภัยในพื้นที่ส่วนหน้า
- ขณะที่ปราสาทตาควาย เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ
- ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบหลุมระเบิดจากการสู้รบเดิมหลายจุด โดยมี 3 จุดที่ยังไม่ระเบิด อยู่ระหว่างการกั้นพื้นที่เพื่อรอการทำลาย พร้อมกันนี้ยังพบการใช้โดรนของฝ่ายกัมพูชาบินตรวจการณ์เป็นระยะ
- ส่วนพื้นที่ส่วนหลัง ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้พื้นที่พลเรือนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการส่งกำลังและการเฝ้าตรวจ อีกทั้งติดตามกิจกรรมการปรับปรุงพื้นที่ของฝ่ายไทยในบางจุดอย่างใกล้ชิดภาพรวมตลอดวันไม่พบการใช้อาวุธหนัก หรือการปะทะโดยตรง สถานการณ์ยังอยู่ในห้วงหยุดยิงเชิงยุทธการ แต่ทั้งสองฝ่ายยังเสริมความมั่นคงในที่ตั้ง ฝ่ายกัมพูชามุ่งซ่อมแซมบังเกอร์ เพิ่มกำลัง ลำเลียงเสบียง และเข้มงวดการรักษาความลับด้านข่าวสาร ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังภัยคุกคามแฝง ทั้งทุ่นระเบิดและการสอดแนมด้วย UAV
ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาสะท้อนภาพ “สงบในเชิงการเมือง แต่ตึงในเชิงทหาร” ใช้การหยุดยิงเป็นฉากหน้า ขณะเบื้องหลังยังเดินเกมข่าวกรอง เสริมกำลัง สะสมเสบียง และปรับปรุงที่มั่น การสั่งห้ามถ่ายภาพ คุมข้อมูล และใช้โดรนตรวจการณ์ บ่งชี้ความกังวลต่อการเปิดเผยที่ตั้งและข้อกล่าวหาละเมิดข้อตกลง โดยในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์จะยังคงอยู่ในลักษณะการเผชิญหน้าเชิงรับต่อไป
สถานการณ์ที่กองทัพภาคที่ 2 รายงาน ไม่ใช่การรายงานลอยๆแบบกล่าวหา แน่นอนฝ่ายไทยมีหลักฐานชัด ว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเติมกำลังทหาร และปรับปรุงฐานที่มั่นหลายจุด และหลักฐานเหล่านี้หนักแน่นมากขึ้น เพราะ ฝ่ายกัมพูชา เป็นคนโพสต์คลิปโชว์เอง โดยเพจ Army Military Force นำคลิปทหารกัมพูชา รวมพลปรับปรุงฐาน เสริมกำลังปกป้องชาติในวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
โดย วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ บริเวณตีนเขาทางขึ้นพระวิหาร ก่อนหน้านี้ เพจดังอย่าง Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ เคยวิเคราะห์ไว้ ว่า กัมพูชาพยายามรุกคืบ โดยการสร้างชุมชนของคนกัมพูชา และมีการสร้างวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2554
นอกจากนี้ ทางกัมพูชา ยังสร้างถนนคอนกรีตจากดินเขาฝั่งกัมพูชาขึ้นมาที่ช่องคานม้า ผ่านไปวัดแก้วฯ จนขึ้นไปพลาญอินทรีจนถึงตัวปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU 43 กับฝ่ายไทย และเมื่อฐานทหารหรือฐานยิงอาวุธวิถีโค้งอยู่ในพื้นที่เขาพระวิหารทั้งหมด ยิงใส่เราเป็นภัยคุกคามกับทหารไทย ฝ่ายเราเองมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และทำลายภัยคุกคามเหล่านี้