จากเหตุการณ์อุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ตกลงมาทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน สิ่งที่ตามมาคือการตั้งคำถามของสังคมว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร และอุบัติเหตุซ้ำซ้อนแบบนี้ ทุกวันนี้เราเรียนรู้อะไรแล้วบ้างจากเหตุการณ์นี้
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และ ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ร่วมวิเคราะห์ถึงกรณีดังกล่าวอย่างน่าสนใจในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV
คาดเครนร่วงระหว่างเคลื่อนตัว ชี้ไทยมีปัญหามาตรฐานความปลอดภัยโครงการขนาดใหญ่
ศ.ดร.อมร กล่าวว่า เคสนี้แตกต่างจากปี 66 และ 67 ที่อุปกรณ์ในการติดตั้งคานสะพานด้วยโครงเหล็กเลื่อน หรือ Beam Launcher ไม่ได้ร่วง ตัวที่ร่วงจริง ๆ คือฐานรองรับ Beam Launcher ที่อยู่ใต้เครน ที่มีน้ำหนักมาก อาจจะหนักถึง 40 - 50 ตัน คำถามคือ หลุดตอนไหน หลุดได้อย่างไร และ หลุดแล้วเกิดอะไรขึ้นตามมา
เคสนี้ วิศวกรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้าไปดู ต้องดูด้วยว่าเครนที่ยังคงค้างอยู่ด้านบนสูญเสียเสถียรภาพหรือไม่ ถ้าเกิดมีลมพายุหรือมีอะไรกระทบนั้นจะร่วงลงมาได้หรือไม่ พื้นที่ตรงนี้ก็ถือว่าง่อนแง่น ยังมีความอันตรายอยู่
ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า ฐานดังกล่าวร่วงตอนที่กำลังเคลื่อนตัว เพราะโครงเหล็กเวลาก่อสร้างจะสร้างสะพานไปทีละช่วง เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเคลื่อนตัวไปต่อข้างหน้า ซึ่งระหว่างขยับนั้นเป็นจุดที่อันตราย และจุดที่เคลื่อนตัวไป ฐานที่รองรับการเคลื่อนตัวของจุดยึดที่ยึดไว้กับเสานั้น แข็งแรงหรือไม่
ทั้งนี้ จะเกิดจากสาเหตุไหนอยู่ที่หลักฐานหน้างาน และหน้างานใครเข้าไปในพื้นที่ ต้องไม่ใช่การเก็บเอาไปทิ้ง และต้องเข้าใจว่าเก็บอะไร ดูอะไร ไม่เหมือนกรณีตึก สตง. ที่นำเอกสารออกไปหลายคันรถ ทำให้มีปัญหาในการพิจารณาสอบสวนสาเหตุ
ศ.ดร.อมร ย้ำว่า เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าเกิดบ่อย เกิดง่ายเกินไป แสดงว่าเรามีปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
ศ.ดร.อมร มองว่า เรามีอุปสรรค เราไม่มีคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการที่เป็นอิสระ เราจะเจอสถานการณ์ที่ว่าหน่วยงานไหนก็ตั้งคณะกรรมการมาตรวจ และเมื่อเราเจอผู้กระทำผิด ลงโทษจริงจังขนาดไหน เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบโดยตรง ผู้เสียชีวิตครั้งนี้คือประชาชนที่อยู่ระหว่างเดินทาง
ตั้งคำถาม เห็นรถไฟผ่านมาทำไมไม่หยุดทำงาน?! จี้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายจริงจังกันเกิดเหตุซ้ำ
ดร.สนธิ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้มีตัวละครอยู่ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นนายจ้าง และมีบริษัทอิตาเลียนไทย ที่มีผู้รับเหมาเป็นบริษัทสัญชาติจีน เหตุที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นล้วนเป็นกลุ่มเดียวกัน ทำให้มองว่ามีปัญหาเรื่องความปลอดภัย
ทั้งนี้ ไทยมีกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอยู่ เป็นกฎการบริหารความปลอดภัยปี 2564 ถ้าจะมีการก่อสร้าง นายจ้างต้องอบรมลูกจ้าง ผู้บังคับใช้ปั้นจั่น ผู้ที่ควบคุมงาน ต้องได้รับการอบรมทั้งหมด ต้องมีการตรวจสอบบำรุงรักษาอุปกรณ์ทุก 3 เดือน ทุกปี
ดร.สนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างที่ทำงานอยู่ เมื่อมีรถไฟผ่านมา ทำไมจึงไม่หยุดทำงาน? เนื่องจากกฎกระทรวงมีการกำหนดเขตอันตรายชัดเจน และในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็มีเรื่องความปลอดภัยอยู่ เมื่อรถไฟเดินทางมาถึงต้องหยุดทำงาน
ดร.สนธิ มองว่า การบังคับใช้กฎหมายจากกรณีนี้นั้นไม่จริงจัง กระทรวงแรงงานต้องบังคับใช้ ไม่ใช่จ่ายเงินชดเชยอย่างเดียว กรณีนี้นายจ้างต้องจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี ปรับไม่เกิน 400,000 กรณีที่ไม่ทำตาม ส่วนถ้าเกิดอุบัติเหตุนี่อีกเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้น นายจ้างคือ รฟท. ผู้ว่าควรจะอยู่ได้หรือไม่ ประเด็นต่อมาคือ ในอนาคตต้องมีผู้ตรวจสอบอิสระ เผยโครงการก่อสร้างให้ประชาชนได้รับทราบ ถึงตอนนี้ยังไม่มีการทำอะไรเลยตั้งแต่ถนนพระราม 3 ถล่ม ซึ่งในอนาคตถ้าเราไม่ทำให้เป็นไปตามกฎหมายในอนาคตจะเกิดเหตุเช่นนี้อีก