อาจารย์นิติศาสตร์ แสดงความเห็นกรณีการนำเงินประกันสังคมไปใช้สร้างโรงงานอาหาร กระทรวงแรงงาน โดยตั้งคำถามในทำนองว่า ใจต้องกล้าขนาดไหนถึงเอาเงินไปใช้ผิดประเภท
โดยเรื่องนี้ถูกโพสต์ผ่านเพจชื่อ "กฎหมายแรงงาน" โดย รองศาสตราจารย์ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า เอาเงินประกันสังคมไปสร้างโรงอาหาร สนง. ประกันสังคม ใจต้องกล้าขนาดไหนถึงเอาเงินไปใช้ผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์
ในห้วงเวลาที่ผู้ประกันตนทั้งประเทศกำลังตั้งคำถามถึงความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม ในวันที่รายงานทางวิชาการเตือนว่า “กองทุนอาจเผชิญภาวะไม่ยั่งยืนในระยะยาว” ปี 2596 กองทุนอาจล้มละลาย ในวันที่แรงงานวัยหนุ่มสาวถูกขอให้ “เข้าใจ” และ “ร่วมรับภาระ” ด้วยการเพิ่มเงินสมทบ
กลับปรากฏข้อมูลที่ชวนให้ต้องขยี้ตาอ่านซ้ำๆ นั่นคือ การนำเงินของกองทุนประกันสังคมไปใช้ก่อสร้าง “โรงอาหาร” ของสำนักงานประกันสังคม!! ใช่ครับ ...โรงอาหาร ไม่ใช่โรงพยาบาลเพื่อแรงงาน ไม่ใช่ศูนย์ฟื้นฟูแรงงาน ไม่ใช่ระบบดิจิทัลเพื่อให้บริการผู้ประกันตน แต่คือ “โรงอาหารของ สนง.ประกันสังคม” !!!
แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าเจ้าหน้าที่ สนง. ประกันสังคมควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่มีใครโต้แย้งว่าการมีสถานที่รับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นเรื่องเลวร้าย แต่คำถามสำคัญคือเงินนี้…เป็นเงินของใคร? เงินนี้กฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างไร?
กองทุนประกันสังคม ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินคงคลัง ไม่ใช่เงินสะสมขององค์กรราชการ หากแต่คือเงินที่ถูกหักจากค่าจ้างแรงงานทุกเดือน คือเงินที่ลูกจ้างจ่ายด้วยความหวังว่า “เมื่อเจ็บป่วยจะไม่ล้มละลายเมื่อแก่ชราจะไม่ไร้ศักดิ์ศรี” การนำเงินดังกล่าวไปใช้สร้างทรัพย์สินถาวรเพื่อความสะดวกของ “สำนักงาน” แม้จะอ้างเหตุผลด้านประสิทธิภาพหรือสวัสดิการบุคลากร ก็ยากจะปฏิเสธว่า นี่คือการเลื่อนจุดศูนย์กลางจาก “ผู้ประกันตน” ไปสู่ “องค์กร” ถ้านึกไม่ออกก็เหมือนเราเอาเงินไปฝากธนาคาร แล้ววันดีคืนดีธนาคารบอกว่าเป็นของเราส่วนหนึ่งถูกเอาไปเช่าโรงอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคารนั่นละ
และนี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลยิ่งกว่าโรงอาหารหลังนั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้บริหารกองทุนเริ่มมองว่าเงินของผู้ประกันตน เท่ากับเงินที่ “สามารถบริหารจัดการเพื่อความเหมาะสมขององค์กรได้” เมื่อนั้น กองทุนประกันสังคมก็จะค่อย ๆ กลายสภาพ จาก “หลักประกันทางสังคม” เป็น “ทรัพยากรของระบบราชการ”
วันนี้คือโรงอาหาร วันหน้าอาจเป็นอาคาร ปีถัดไปอาจเป็นโครงการที่อธิบายได้ยากขึ้น และสุดท้าย คนที่ถูกขอให้ “เข้าใจ” อยู่เสมอ ก็คือแรงงานที่ไม่มีที่นั่งในโต๊ะตัดสินใจนั้นเลย การบริหารกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เรื่องเทคนิค หรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น เรื่องจริยธรรมทางนโยบาย เป็นคำถามว่า รัฐมองแรงงานในฐานะ “เจ้าของเงิน” หรือเพียง “ผู้สมทบที่ไม่จำเป็นต้องถูกถาม” หรือเป็นเพียงผู้ที่ควรได้รับการสงเคราะห์
โรงอาหารอาจสร้างเสร็จในไม่กี่ปีแต่ความเชื่อมั่นของผู้ประกันตน ถ้าพังลงแล้ว อาจต้องใช้เวลาทั้งชั่วอายุแรงงานหนึ่งรุ่นกว่าจะฟื้นกลับมาได้ นี่คือสิ่งที่เพื่อน พี่น้องข้าราชการ ลูกจ้างข้างในต้องออกมาปกป้ององค์กรร่วมกับลูกจ้าง นายจ้าง หรือผู้ประกันตนอิสระ ด้วยการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่ถือเงินเช่นนี้ จะเป็นต้นทุนที่แพงกว่าอาคารใด ๆ ที่กองทุนนี้เคยสร้าง
ยังมีอะไรมากกว่าไปซื้อตึก มากกว่าทำปฎิทิน มากกว่าทำเสื้อ ทำกระเป๋า มากกว่าสร้างโรงอาหารอีกหรือไม่? นี่ไม่ใช่คำถาม แต่คือดัชนีความไว้วางใจ ขอเรียกร้องให้ สนง.กองทุนประกันสังคมเปิดประตูหน้าต่างเพื่อเผยทุกโครงการ ให้แสงสว่างที่โปร่งใสเข้าไปฆ่าเชื่อโรค และสังคมต้องไม่ยอม และรู้ไว้ว่าสมการต้านโกง "โกง = ผูกขาด + ดุลพินิจ − ตรวจสอบ" เราจึงต้องตรวจสอบได้ เพราะมันคือเงินของเรา