ปมร้อนโรงอาหาร! ก.แรงงาน แจงใช้งบประกันสังคมจริง-ทำตามกฎหมาย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ปมร้อน! โรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้าน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าซัดระบบตรวจสอบถูก “ถมดำ” 30 ปี ผอ.สำนักตรวจสอบ แจงใช้งบจริงแต่ทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน

นายชลิต รัษฐปานะ ตัวแทนทีมประกันสังคมก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์กรณีกระทรวงแรงงานนำงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปใช้ก่อสร้างและปรับปรุงโรงอาหารภายในกระทรวง ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่มีการวิเคราะห์และรายงานมาตั้งแต่ปี 2561 และมีการร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า โรงอาหารยังคงตั้งอยู่และใช้งานได้ตามปกติ แม้บางส่วนจะไม่สามารถใช้งานได้ เช่น ระบบปรับอากาศหรือโทรทัศน์ ที่ถูกภาคประชาชนร้องเรียนไปที่ป.ป.ช. จึงถูกสั่งงดใช้งาน

โรงอาหาร ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ปมร้อน! โรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้าน

ส่วนโรงอาหารดังกล่าว ก็มีลักษณะเป็นฟู้ดคอร์ดทั่วไป เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าใช้ได้ มีโลโก้สำนักงานประกันสังคมติดอยู่ และมีสภาพสะอาดเหมือนโรงอาหารของหน่วยงานราชการปกติ โดยการปรับปรุงโรงอาหารดังกล่าวใช้งบสูงถึง 12 ล้านบาท ในส่วนนี้ก็ยากจะประเมินว่าเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากงบของประกันสังคมเป็นลักษณะ “เบี้ยหัวแตก” ไม่มีโครงการลักษณะเดียวกันให้เปรียบเทียบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการปรับปรุงโรงอาหารดังกล่าว กระทรวงแรงงานต้องทำงบประมาณและขอผ่านสภา

สำหรับการตรวจสอบนั้น นายชลิต กล่าวว่า ภาคประชาชนเคยยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่ปี 2561 แต่ขณะนั้นเรื่องไม่ได้รับความสนใจในเชิงข่าวมากนัก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มขบวนการแรงงาน กระทั่งปัจจุบัน จึงทำให้ประเด็นการใช้งบประมาณลักษณะนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติโครงการนั้น นายชลิต อธิบายว่า การใช้งบของสำนักงานประกันสังคมจะผ่านกระบวนการคณะอนุกรรมการหลายชุด ซึ่งมีการตั้งและเปลี่ยนทุก 2 ปีตามวาระของคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่พบเอกสารหรือหลักฐานชัดเจนว่าในปี 2561 มีอนุกรรมการชุดใดบ้างและใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่โครงการทั้งหมดถูกเสนอเข้าสู่บอร์ดใหญ่ และได้รับการอนุมัติจากบอร์ด ก่อนดำเนินการก่อสร้าง

นายชลิต ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องกลไกการตรวจสอบ โดยระบุว่า งบประมาณของสำนักงานประกันสังคมมาจากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐ ซึ่งรัฐสมทบน้อยที่สุด แต่การใช้งบดังกล่าวกลับไม่ผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา ทุกอย่างเริ่มและจบที่บอร์ดประกันสังคม ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ถมดำ” ในระบบตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

โรงอาหาร ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ปมร้อน! โรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้าน

สำหรับทีมประกันสังคมก้าวหน้า นายชลิต ยอมรับว่า เพิ่งเข้ามาเห็นรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ช่วงเดือนมีนาคม 2567 และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561 ได้ แม้จะมีการเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารหลายครั้ง แต่การเปิดข้อมูลย้อนหลังยังมีข้อจำกัด นายชลิต ยังยกตัวอย่างการใช้งบประมาณที่มองว่าไม่เหมาะสมในสำนักงานประกันสังคม เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้งบสูงเช่นนั้น เนื่องจากเป็นเพียงการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์มาแสดงผลในแอป อีกทั้งบางโครงการใช้งบไปแล้วแต่ไม่ได้นำมาใช้งานจริง ก่อนจะมีการของบใหม่ซ้ำซ้อน

ทั้งนี้ นายชลิต ระบุว่า ผลกระทบสุดท้ายตกอยู่กับผู้ประกันตน เนื่องจากงบประมาณกว่า 90% ของสำนักงานประกันสังคมคือเงินกองทุนบำนาญ ซึ่งหากมีการใช้งบด้านบริหารปีละหลายพันล้านบาทอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่นซื้อปฏิทิน หมวก หรือเสื้อวันแรงงาน สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเร่งให้กองทุนหมดเร็วขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในราว 27 ปี กองทุนอาจประสบปัญหาสภาพคล่องจนรัฐต้องเข้ามาอุ้ม

นายชลิต ระบุว่า หลังการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมทางตรงครั้งแรกที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกันตนให้ความสนใจอย่างมาก กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าได้เข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์สูงสุดของกองทุนตามหลักธรรมาภิบาล แต่ต่อมากลับมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการเลือกตั้ง ทำให้ระบบไม่เป็นธรรม โดยระเบียบใหม่ลดสิทธิผู้ประกันตนจากเลือกกรรมการได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน พร้อมแบ่งผู้มีสิทธิออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้ประกันตน นายจ้าง และภาคราชการ ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงทิศทางการบริหารในอนาคตทำได้ยาก นายชลิตจึงมองว่าการปรับกติกาดังกล่าวไม่ต่างจาก “การรัฐประหาร” ในระบบประกันสังคม

ท้ายที่สุด นายชลิต ฝากถึงผู้ประกันตนว่า เงินทุกบาทที่ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยคือเงินบำนาญของแรงงานทุกคน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกันตนลุกขึ้นมามีส่วนร่วม ตรวจสอบ และผลักดันให้ประกันสังคมเป็นอิสระจากระบบราชการ เพื่อให้เงินสมทบถูกบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ

โรงอาหาร ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
ปมร้อน! โรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้าน

ขณะที่นางสาวหัฏฐริภิม ณมงคลบุญวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีการปรับปรุงก่อสร้างโรงอาหารภายในกระทรวงแรงงาน ว่า โครงการดังกล่าวใช้งบจากกองทุนประกันสังคมจริง แต่การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของสำนักงานประกันสังคมทุกขั้นตอน ทั้งการขอใช้งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง

นางสาวหัฏฐริภิม ระบุว่า โครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2561 เดิมมีแผนปรับปรุงโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 เพื่อรองรับผู้ประกันตน แต่พื้นที่เดิมมีข้อจำกัด ทั้งความคับแคบ ความแออัด และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม จึงพิจารณาขอใช้พื้นที่ภายในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่มีผู้ประกันตน นายจ้าง และลูกจ้างมาติดต่อราชการมากกว่า 1,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ โรงอาหารดังกล่าวเป็นโครงการของสำนักงานประกันสังคม ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนจากแผนเดิม และก่อนดำเนินการได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว โดยสำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีที่มีภาคประชาชนไปร้องเรียนเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับประเด็นการไม่เปิดเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร นางสาวหัฏฐริภิม ชี้แจงว่า โรงอาหารแห่งนี้ไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่จากผู้ค้า เพียงขอความร่วมมือสมทบค่าทำความสะอาดเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับค่าไฟฟ้า หากมีการเปิดเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งร้านค้าในโรงอาหารจำหน่ายอาหารในราคาควบคุม 30–35 บาทต่อจาน

นางสาวหัฏฐริภิม ยังชี้แจงกรณีข้อสงสัยการใช้งบของผู้ประกันตนแทนงบประมาณแผ่นดินว่า งบแผ่นดินสามารถใช้ได้เฉพาะบางรายการ เช่น เงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น ส่วนภารกิจดูแลผู้ประกันตนเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม จึงต้องใช้งบบริหารของกองทุน โดยโรงอาหารจัดอยู่ในหมวดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้ประกันตน นายจ้าง และลูกจ้าง

นอกจากนี้ ในปี 2561 สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 ดูแลสถานประกอบการกว่า 13,300 แห่ง ผู้ประกันตนกว่า 590,000 คน และมีผู้มาใช้บริการวันละ 300–400 คน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีบริการสั่งอาหารเดลิเวอรีเหมือนปัจจุบัน ทำให้เห็นความจำเป็นในการจัดตั้งโรงอาหารเพื่อรองรับผู้มาติดต่อราชการ

สำนักงานประกันสังคมได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณกว่า 12 ล้านบาท และเปิดให้บริการในปี 2562 พร้อมยืนยันว่า โครงการดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นประจำทุกปี และไม่พบความผิดปกติ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ