จากกรณีปมร้อน โรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้าน นางสาวหัฏฐริภิม ณมงคลบุญวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงกรณีการปรับปรุงก่อสร้างโรงอาหารภายในกระทรวงแรงงานว่า โครงการดังกล่าวใช้งบจากกองทุนประกันสังคมจริง แต่การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของสำนักงานประกันสังคมทุกขั้นตอน ทั้งการขอใช้งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง
โครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2561 เดิมมีแผนปรับปรุงโรงอาหารของสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 เพื่อรองรับผู้ประกันตน แต่พื้นที่เดิมมีข้อจำกัด ทั้งความคับแคบ ความแออัด และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม จึงพิจารณาขอใช้พื้นที่ภายในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่มีผู้ประกันตน นายจ้าง และลูกจ้างมาติดต่อราชการมากกว่า 1,000 คนต่อวัน
ทั้งนี้ โรงอาหารดังกล่าวเป็นโครงการของสำนักงานประกันสังคม ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนจากแผนเดิม และก่อนดำเนินการได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว โดยสำนักงานประกันสังคมได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช. ในกรณีที่มีภาคประชาชนร้องเรียนเป็นที่เรียบร้อย
สำหรับประเด็นการไม่เปิดเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร นางสาวหัฏฐริภิม ชี้แจงว่า โรงอาหารแห่งนี้ไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่จากผู้ค้า เพียงขอความร่วมมือสมทบค่าทำความสะอาดเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับค่าไฟฟ้า หากมีการเปิดเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งร้านค้าในโรงอาหารจำหน่ายอาหารในราคาควบคุม 30–35 บาทต่อจาน
นางสาวหัฏฐริภิม ยังชี้แจงกรณีข้อสงสัยการใช้งบของผู้ประกันตนแทนงบประมาณแผ่นดินว่า งบแผ่นดินสามารถใช้ได้เฉพาะบางรายการ เช่น เงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น ส่วนภารกิจดูแลผู้ประกันตนเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม จึงต้องใช้งบบริหารของกองทุน โดยโรงอาหารจัดอยู่ในหมวดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อผู้ประกันตน นายจ้าง และลูกจ้าง
นางสาวหัฏฐริภิม ยังระบุว่า ในปี 2561 สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 ดูแลสถานประกอบการกว่า 13,300 แห่ง ผู้ประกันตนกว่า 590,000 คน และมีผู้มาใช้บริการวันละ 300–400 คน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีบริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่เหมือนปัจจุบัน ทำให้เห็นความจำเป็นในการจัดตั้งโรงอาหารเพื่อรองรับผู้มาติดต่อราชการ
สำนักงานประกันสังคมได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณกว่า 12 ล้านบาท และเปิดให้บริการในปี 2562 ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตรวจสอบจาก สตง. เป็นประจำทุกปี และไม่พบความผิดปกติ
ส่วนความเคลื่อนไหวของ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดอุดรธานีว่า หากดูกองทุน กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) หรือบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จะเห็นว่าเป็นกองทุนที่พี่น้องข้าราชการได้ประโยชน์แบบแท้จริง ส่วนประกันสังคมนั้นอยู่นอกระบบราชการ และมีวิธีสรรหาผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพมาเป็น CEO เพื่อดูแลกองทุน จึงอยากให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน คือการนำออกจากระบบราชการ ไม่ยึดติดกับระบบราชการ มีมืออาชีพมาบริหาร ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ประชาชนได้รู้ว่าเงินของเขาถูกนำไปใช้อะไร รวมถึงในอีก 25 ปี เงินดังกล่าวจะยังมั่นคงอยู่หรือไม่ โดยมองว่าอย่างน้อยจะมีความโปร่งใสมากกว่าการอยู่ในระบบราชการปัจจุบัน หากเทียบกับกองทุน กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) หรือบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมีมืออาชีพบริหารและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จึงอยากให้ประกันสังคมพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ประกันสังคมก้าวหน้า โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่แค่โรงอาหารกระทรวงแรงงาน ตึก SKY9 เท่านั้น แต่ประกันสังคมยังเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพร้างอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญ คือ TU Dome หากผู้ประกันตนหรือนายจ้างท่านใดเรียนหรืออาศัยอยู่แถวธรรมศาสตร์ รังสิต คงจะรู้จักหอเก่า ๆ (สัญญาเช่า 30 ปี) ซึ่งออกแบบและก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันชั้นบนโซนพลาซ่าถูกปล่อยร้าง
โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า ทียูโดม หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) โดยประกันสังคมเข้าไปลงทุนถือสัดส่วน 76.75% เป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งเกือบถือครองสินทรัพย์เพียงรายเดียว ปัจจุบันถือหน่วยจำนวน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าตามราคาที่เสนอขายครั้งแรกประมาณ 800 ล้านบาท (หน่วยละ 10 บาท)
อย่างไรก็ตาม มูลค่าปัจจุบันจากข้อมูลในเว็บไซต์ SET ลดลงเหลือหุ้นละประมาณ 1 บาท ส่งผลให้มูลค่า NAV ที่ประกันสังคมถืออยู่เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท และคาดว่าได้รับเงินปันผลรวมไม่เกิน 170 ล้านบาท ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เพิ่งรับทราบว่าเงินลงทุนสูญเสียมูลค่าไปเป็นจำนวนมากจากการลงทุนในอดีต
ทั้งนี้ หากไม่ต้องการให้เงินของผู้ประกันตนถูกนำไปลงทุนในลักษณะดังกล่าวอีก จำเป็นต้องนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการ และกลับมาบริหารโดยประชาชน ทั้งนายจ้างและแรงงานร่วมกันคัดเลือกผู้บริหาร เพื่อให้เป็นองค์กรที่เปิดเผย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้