วันที่ 28 ม.ค. 69 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) ได้จัดงานงาน NARIT OPEN TALK 2026 ภายใต้แนวคิด ASTRONOMY+ นำเสนอผลงานการเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านดาราศาสตร์ให้เป็นเครื่องมือรับใช้สังคมไทย
หนึ่งในประเด็นที่ สดร. ให้ความสำคัญคือ งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และเฝ้าระวังภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการศึกษาต้นตอการเกิด “ฝุ่น PM2.5” ในไทย ด้วยการเก็บข้อมูลบรรยากาศเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์ ACSM (Aerosol Chemical Speciation Monitor)
โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นมา สดร. ได้ติดตั้งอุปกรณ์ ACSM ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพ เพื่อติดตามความแปรปรวนขององค์ประกอบทางเคมีของละอองลอยในชั้นบรรยากาศในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่ โดยทำการวิเคราะห์อากาศแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงต่อวัน
ACSM เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจวัดองค์ประกอบทางเคมีของละอองลอยในบรรยากาศแบบเรียลไทม์ ด้วยหลักการวิเคราะห์ตามเวลาการบินของมวลสาร (Time-of-Flight; TOF) สามารถระบุองค์ประกอบของละอองลอยในอากาศได้ทั้งสารประกอบอินทรีย์ สารอนินทรีย์ และองค์ประกอบธาตุต่าง ๆ
ข้อมูลที่ได้นี้มีความสำคัญอย่างนิ่งต่อการศึกษาแหล่งกำเนิดและการวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 อย่างละเอียดและแม่นยำ
เข้าใจองค์ประกอบฝุ่น
ทีมวิจัย สดร. เปิดเผยผลการศึกษาต้นกำเนิดฝุ่น PM2.5 เป็นข้อมูลเบื้องต้นจาก ACSM ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งจุดที่ติดตั้งไม่ได้อยู่ในตัวเมือง ดังนั้นข้อมูลอาจยังไม่ครอบคลุม
ทีมวิจัยบอกว่า ฝุ่นมีความซับซ้อน เกิดจากการผสมผสานของแหล่งต้นตอหลายอย่าง โดยแบ่งการศึกษาออกเป็นช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝุ่นเยอะ เทียบกับช่วงที่เริ่มมีฝนในเดือน พ.ค. – มิ.ย. ซึ่งฝุ่นน้อยลง
ทั้งนี้ ปัจจุบันด้วยเครื่องมือที่มีทำให้ยังวัดองค์ประกอบฝุ่นได้เพียง 60-70% ไม่ใช่ 100% ดังนั้นต้องศึกษาเพิ่มเติม ยังไม่รู้ทั้งหมด ความหมายคือ สมมติมีฝุ่นทั้งหมด 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร สามารถวัดได้ประมาณ 30 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น
ผลการศึกษาพบว่า ในทุกช่วงเวลา องค์ประกอบฝุ่นบริเวณ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มาจากละอองลอยอินทรีย์ (Organic Aerosols) เป็นหลัก แบ่งออกเป็นละอองลอยปฐมภูมิ (Primary) และละอองลอยทุติยภูมิ (Secondary)
ละอองลอยปฐมภูมิเกิดจากกิจกรรมโดยตรง คือ “การเผาชีวมวล” (BBOA) ซึ่งครอบคลุมซึ่งการเผาไร่เผาขยะ, “การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล” (HOA) และ “การประกอบอาหาร” (COA)
ส่วนละอองลอยทุติยภูมิ เกิดจากละอองลอยปฐมภูมิไปทำปฏิกิริยากันในชั้นบรรยากาศ โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แบ่งเป็นละอองลอยทุติยภูมิจากในพื้นที่ที่ศึกษา (SV-OOA) และละอองลอยอินทรีย์ทุติยภูมิที่มาจากนอกพื้นที่ (LV-OOA)
ส่วนละอองลอยอนินทรีย์ (Inorganic Aerosols) คิดเป็นส่วนน้อย ได้แก่ “แอมโมเนีย” (NH4) จากภาคการเกษตรและการทำปศุสัตว์, “ไนเตรท” (NO3) จากยานพาหนะและภาคอุตสาหกรรม และ “ซัลเฟต” (SO4) จากการทำโรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม
อธิบายผลการศึกษา
ผลการศึกษาในเดือน มีนาคม 68 ตรวจวัดค่าฝุ่นได้เฉลี่ย 29 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีองค์ประกอบดังนี้
- แอมโมเนีย 3%
- ไนเตรท 8%
- ซัลเฟต 5%
- การเผาชีวมวล 10%
- เชื้อเพลิงฟอสซิล 9%
- การประกอบอาหาร 5%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากในพื้นที่ 12%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่ 48%
เดือน เมษายน 68 ตรวจวัดค่าฝุ่นได้เฉลี่ย 19 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีองค์ประกอบดังนี้
- แอมโมเนีย 4%
- ไนเตรท 6%
- ซัลเฟต 6%
- การเผาชีวมวล 7%
- เชื้อเพลิงฟอสซิล 14%
- การประกอบอาหาร 5%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากในพื้นที่ 22%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่ 36%
เดือน พฤษภาคม 68 ตรวจวัดค่าฝุ่นได้เฉลี่ย 4 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีองค์ประกอบดังนี้
- แอมโมเนีย 6%
- ไนเตรท 13%
- ซัลเฟต 11%
- การเผาชีวมวล 2%
- เชื้อเพลิงฟอสซิล 8%
- การประกอบอาหาร 7%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากในพื้นที่ 19%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่ 34%
เดือน มิถุนายน 68 ตรวจวัดค่าฝุ่นได้เฉลี่ย 2 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีองค์ประกอบดังนี้
- แอมโมเนีย 7%
- ไนเตรท 14%
- ซัลเฟต 8%
- การเผาชีวมวล 1%
- เชื้อเพลิงฟอสซิล 11%
- การประกอบอาหาร 9%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากในพื้นที่ 15%
- ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่ 34%
จากผลการศึกษาข้างต้น สังเกตได้ว่า ในเดือน มี.ค. และ เม.ย. ที่ค่าฝุ่นสูง มีองค์ประกอบที่เป็นอนินทรีย์เพียง 16% แต่เมื่อฝุ่นลดพบว่าองค์ประกอบอนินทรีย์อยู่ในระดับ 30%
ขณะเดียวกัน ในช่วงค่าฝุ่นสูง พบว่าเกิดจากละอองลอยปฐมภูมิจากการเผา การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการประกอบอาหาร เพียง 24-26% เท่านั้น ที่เหลือราว 60% เป็นละอองลอยทุติยภูมิ (SV-OOA รวมกับ LV-OOA) ทั้งสิ้น
ส่วนในช่วงที่ค่าฝุ่นน้อย เกิดจากละอองลอยปฐมภูมิ 18-21% และเกิดจากละอองลอยทุติยภูมิ 49-53%
ที่น่าสังเกตุคือ ไม่ว่าจะในช่วงเดือนใดก็ตาม ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่เป็นสาเหตุการเกิด PM2.5 มากที่สุด
ทีมวิจัย สดร. ระบุว่า ละอองลอยทุติยภูมิจากนอกพื้นที่อาจถูกพัดพามาจากพื้นที่อื่น เช่นจังหวัดข้างเคียง หรือประเทศเพื่อนบ้าน นั่นแปลว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของการเกิดฝุ่น PM2.5 มีสาเหตุมาจากนอกพื้นที่ที่เจอฝุ่น
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ว่า ละอองลอยทุติยภูมิเกิดจากการทำปฏิกิริยากันระหว่างละอองลอยปฐมภูมิตัวใดบ้าง ดังนั้น แม้ตัวเลขจะออกมาว่า ฝุ่นที่เกิดจากการเผาไร่เผาขยะ เชื้อเพลิงฟอสซิล และการประกอบอาหาร จะน้อยกว่า แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นตัวการหลักทำให้เกิดละอองลอยทุติยภูมิ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการศึกษาต่อไป
ทั้งนี้ ในส่วนของผลการศึกษาต้นตอฝุ่นในกรุงเทพนั้น ยังอยู่ระหว่างการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล คาดว่าจะมีการเปิดเผยออกมาภายในปีนี้
ด้าน ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. ระบุว่า ผลการศึกษานี้พร้อมแบ่งปันข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับตัดสินใจเชิงนโยบายในการหาจางขจัดปัญหาฝุ่น PM2.5
ดร.วิภู ยังกล่าวว่า หากเทียบกับประเทศจีน เขามี ACSM จำนวน 120 เครื่อง ส่วนประเทศไทยที่เล็กกว่านั้น เบื้องต้นอยากให้มีสัก 6 เครื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เชื่อว่าจะทำให้เห็นภาพรวมต้นตอที่แท้จริงของฝุ่น PM2.5 ได้
ผู้อำนวยการ สดร. บอกว่า แต่เบื้องต้นจะเห็นแล้วว่า ตัวการหลักคือ “ละอองลอยทุติยภูมิ” หลังจากนี้ก็ต้องไปหาคำตอบให้ได้ว่ามันมาจากไหนมากที่สุด และไปลดต้นตอนั้น จะเป็นหนทางการกำจัดฝุ่น PM2.5 ที่ยั่งยืนที่สุด