Top-Election69Result Top-Election69Result

แพทย์เตือนสัญญาณ “มะเร็งในถุงน้ำดี” หลังข่าว “จา พนม” ป่วยระยะ 3

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอเจดเตือน มะเร็งถุงน้ำดีมาเงียบหลังข่าว “จา พนม” ป่วยระยะ 3 ยืนยันอาการไม่ชัดในระยะแรก มักพบช้าเมื่อโรคลุกลาม โดยเฉพาะผู้มีนิ่วหรือติ่งเนื้อ ควรตรวจอัลตราซาวด์สม่ำเสมอ เพื่อลดเสี่ยงพบโรคสายเกินไป

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เปิดเผยผ่าน Facebook หมอเจด เปิดเผยหลัง“จา พนม” ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม! โดยระบุว่าจากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า

มะเร็งในถุงน้ำดี หมอเจด
มะเร็งในถุงน้ำดี

สัญญาณเตือนมะเร็งในถุงน้ำดี

มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก

ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย

มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น

  • นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
  • ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
  • ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
  • อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
  • เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
  • โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง

ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี “การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน” ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ

อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ “ปวดท้อง + ตัวเหลือง”

มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา “ช้าและไม่ชัด” หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่

  • แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกินมัน
  • ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย

แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดี

ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวด์คือด่านแรก

การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย

ติ่งเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี: เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?

ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้ามีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ

  • อายุเกิน 50–60 ปีร่วมด้วย
  • มีอาการปวด
  • ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้างและนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
  • ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
  • นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
  • มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
  • พบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก

การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัด จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่าน แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ