ที่สำนักงานประกันสังคม นางสาวนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยนายจตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการประกันสังคม บอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งเป็นการประชุมในฐานะบอร์ดรักษาการครั้งแรก ภายหลังคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงกรณีกระแสสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสมทบ การค้างชำระเงินสมทบ และประเด็นการตัดหนี้สูญของสำนักงานประกันสังคม
ด้านนายจตุรงค์ ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามหนี้ค้างชำระ ชี้แจงว่า ประเด็นที่สังคมกังวลว่าประกันสังคมจะยกหนี้ให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมขอให้แยกหนี้ออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนแรก คือ หนี้ภาคเอกชน ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกว่า 5 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ค้างชำระประมาณ 64,000 ราย คิดเป็นวงเงินราว 6,200 ล้านบาท
ส่วนที่สอง คือ หนี้จากหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างและต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน มีจำนวนประมาณ 4,111 ราย วงเงินรวมราว 27 ล้านบาท
ส่วนที่สาม คือ หนี้เงินสมทบของภาครัฐในอดีต ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลต้องสมทบให้กองทุนประกันสังคม ปัจจุบันคงค้างอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท
นายจตุรงค์ ย้ำว่า อนุกรรมการได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดให้ดำเนินการได้เฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้ของหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างเท่านั้น ส่วนหนี้ของรัฐเป็นหน้าที่ของสำนักงานในการแจ้งและติดตามกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ใช่อำนาจของบอร์ดหรืออนุกรรมการ
ส่วนการตัดหนี้สูญ เป็นเพียงการดำเนินการทางบัญชี เพื่อสะท้อนสถานะทางการเงินให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานยกหนี้ให้ลูกหนี้แต่อย่างใด
ตามระเบียบข้อ 26 หนี้ที่เข้าข่ายล้มละลาย เลิกกิจการ หรือขาดอายุความ สามารถตัดหนี้สูญทางบัญชีได้ แต่สถานะทางคดีและการติดตามทวงถามยังคงดำเนินต่อไป โดยมีอายุความในการดำเนินคดีประมาณ 10 ปี
นายจตุรงค์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันสำนักงานมีเงินกองทุนประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระราว 6,200 ล้านบาท หากไม่ตัดหนี้สูญในกรณีที่เข้าเงื่อนไข จะทำให้ตัวเลขทางบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งที่หนี้บางส่วนไม่สามารถเรียกเก็บได้แล้วตามกฎหมาย โดยหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายหนี้ให้เอกชนเหมือนภาคธุรกิจทั่วไปได้ แต่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และฟ้องคดีด้วยตนเองทั้งหมด
ในกรณีหน่วยงานราชการ เช่น โรงเรียนที่ค้างส่งเงินสมทบจำนวนมาก นายจตุรงค์ ระบุว่า แม้สำนักงานมีอำนาจยึดเงินในบัญชีได้ทันที แต่ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ เพราะเงินในบัญชีอาจเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของนักเรียน
ขณะเดียวกัน หากเป็นภาคเอกชน การยึดเครื่องจักรหรืออายัดบัญชีทันที อาจทำให้กิจการต้องปิดตัว ลูกจ้างตกงาน และสุดท้ายภาระจะย้อนกลับมาที่สำนักงานประกันสังคมในรูปของเงินชดเชยว่างงาน ซึ่งปัจจุบันจ่ายสูงสุดถึง 60% หรือไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน
นายจตุรงค์ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ทำหน้าที่ในอนุกรรมการ สามารถติดตามและจัดเก็บเงินจากลูกหนี้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานราชการได้แล้วกว่า 12,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูง
โดยหนี้ที่ยังมีสถานะดำเนินกิจการ หรือเกรด A มีโอกาสจัดเก็บได้มากที่สุด ส่วนหนี้ที่ปิดกิจการหรือล้มละลาย ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งหนี้ของประกันสังคมจะมีสถานะบุริมสิทธิเทียบเท่าสรรพากร
เมื่อถามว่าหนี้ค้างจะกระทบกองทุนหรือไม่ นายจตุรงค์ ระบุว่า หากคิดเป็นสัดส่วนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.64% ของกองทุนทั้งหมด ยังไม่ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปล่อยให้ค้างสะสมในระยะยาว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน พร้อมเสนอแนวคิดว่า ในต่างประเทศหลายแห่งใช้ระบบจัดเก็บเงินสมทบผ่านกรมสรรพากร แล้วส่งต่อให้กองทุนประกันสังคม เพื่อให้กองทุนมุ่งดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างเต็มที่
นายจตุรงค์ กล่าวย้ำว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องนำกลับมาเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน และใช้ลงทุนรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในอนาคต พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานรัฐ และตนเคยดำเนินการยึดทรัพย์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้ถึง 800 ล้านบาทภายในเดือนเดียว และยังคงติดตามเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าไม่มีการละเว้นหรือประนีประนอมที่ทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท นายจตุรงค์ เผยว่า ประเด็นดังกล่าวสำนักงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าการเพิ่มเงินสมทบอาจส่งผลให้สถานประกอบการและผู้ประกันตนบางส่วนที่มีภาระอยู่แล้วเกิดปัญหาการค้างชำระเพิ่มขึ้น
โดยจากการติดตามข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าจำนวนลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 รายภายในเดือนเดียว ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางธุรกิจที่ทำให้บางสถานประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้จริง โดยในเดือนมกราคม ตัวเลขดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลกระทบจากการปรับอัตราเงินสมทบอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทิศทางเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้มีการติดต่อพูดคุยกับนายจ้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายสถานประกอบการเริ่มวางแผนสำรองเงินเพื่อชำระเงินสมทบได้ดีขึ้น นายจตุรงค์ คาดว่า ภายในไตรมาสนี้สถานการณ์การค้างชำระจะทยอยคลี่คลาย และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่การชำระได้ใกล้เคียงปกติ และสำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการและมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนในระยะยาว