ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ล่าสุดมีความเห็นจาก พล.ท.วันชนะ สวัสดี (เสธ.เบิร์ด) รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ "สมรภูมิอิหร่าน 2026 EP 3 ทำไม อิหร่าน ไม่ยอมจำนน" ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นว่าทำไมอิหร่านถึงเลือกเส้นทางที่เสี่ยงต่อสงคราม แทนที่จะยอมจำนนต่อข้อตกลงของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
เนื้อหาช่วงหนึ่ง ระบุว่า แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นคนที่ค่อนข้างสุดโต่ง และคาดเดาได้ยาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมาก จากที่สังเกตมา คือ ทรัมป์ ตามแนวคิด The Art of the Deal ซึ่งเป็นหนังสือที่ทรัมป์เขียน
เป็นคนที่มองทุกสัมพันธ์และนโยบาย เป็น “ข้อตกลงหรือการเจรจา” ที่เน้นผลประโยชน์ เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าอุดมการณ์ โดยเน้นหลักการ win-win ภายใต้การแลกเปลี่ยน (give and take) การกดดันและการสร้างอำนาจต่อรอง โดยเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นมากกว่า ระยะยาว ดังนั้น สำหรับการวิเคราะห์ส่วนตัว มันชัดตั้งแต่ กลางเดือน ก.พ.69 แล้วว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้และจากบทวิเคราะห์ของ CNN เผยแพร่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ได้วิเคราะห์ 4 สาเหตุที่อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะ "ยอมจำนน" โดยจำแนกเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ
1. ศักดิ์ศรีแห่งชาติและอธิปไตย (National Pride & Sovereignty)
สำหรับรัฐบาลเตหะราน โครงการนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยีหรืออาวุธ แต่มันคือ "สัญลักษณ์ของความเป็นชาติสมัยใหม่"
- อารยธรรม 2,500 ปี : อิหร่านมองว่าตนเองเป็นมหาอำนาจทางประวัติศาสตร์ ที่มีอารยธรรมเก่าแก่เทียบเท่ากรีกและโรมัน ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่จะยอมให้มหาอำนาจตะวันตกมาชี้นิ้วสั่ง
- เสาหลักของระบอบ : การครอบครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ถือเป็นความสำเร็จพื้นฐานของรัฐบาลอิสลาม หากยอมละทิ้งไปง่ายๆ ฝ่ายอนุรักษนิยมในประเทศจะถือว่าเป็นการ "ขายชาติ" หรือเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
2. การเดิมพันด้วยเกมเจรจา (Banking on a Deal)
แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ จะใช้ไม้นวมและไม้แข็งควบคู่กัน แต่อิหร่านกำลังใช้ยุทธวิธี "วัดใจ" (Game of Chicken)
- มองว่าทรัมป์ไม่อยากทำสงครามยาว: อิหร่านประเมินว่า การเสริมกำลังทหารของทรัมป์เป็นเพียง "การสร้างอำนาจต่อรอง" (Leverage) ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะบุกยึดประเทศจริง เพราะทรัมป์เน้นนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน และไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรไปกับสงครามที่ไม่สิ้นสุด
- ข้อเสนอทางเศรษฐกิจ : อิหร่านพยายามชี้ให้เห็นว่า หากเจรจากันได้สำเร็จ ตลาดอิหร่านที่มีผู้บริโภคกว่า 92 ล้านคน และทรัพยากรน้ำมันมหาศาล จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมสำหรับทรัมป์ที่ชื่นชอบการทำดีลธุรกิจ
3. นิวเคลียร์ในฐานะ "เครื่องมือป้องปราม" (Deterrence)
แม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจะเคยประกาศคำสั่งทางศาสนา (Fatwa) ว่าจะไม่สร้างระเบิดนิวเคลียร์ แต่การมีศักยภาพที่ "พร้อมจะสร้างได้ทันที" (Nuclear Threshold State) คือไพ่ตายสำคัญ
- อำนาจต่อรอง : การมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้อิหร่านมีน้ำหนักในการเจรจา หากยอมยกเลิกทั้งหมด อิหร่านเชื่อว่าจะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอล "รุกราน" หรือ "บีบคั้น" ได้ง่ายขึ้นในอนาคต
4. บทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต
ยุทธศาสตร์ของอิหร่านเคยผิดพลาดมาแล้ว เมื่อตอนที่ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในสมัยวาระแรก ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียม จนเกือบถึงระดับอาวุธ (90%)
- ผลกระทบจากการโจมตี : การที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เคยเปิดฉากโจมตีทางอากาศในอิหร่านช่วงมิถุนายน 2025 (ในการสู้รบ 12 วัน) ทำให้อิหร่านรู้ซึ้งถึงความเสียหาย แต่นักวิเคราะห์มองว่านั่นยิ่งทำให้เตหะรานเชื่อว่า "การยอมจำนนโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน จะยิ่งนำไปสู่จุดจบของระบอบปกครอง"