กองทัพอิสราเอล เปิดเผยว่า ขีปนาวุธที่อิหร่านยิงโจมตีหลายพื้นที่ของประเทศนับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้น กว่าครึ่งหนึ่งบรรจุหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ที่ยากต่อการรับมือ แต่เมื่อประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าอิหร่านเริ่มยิงขีปนาวุธได้น้อยลง
โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ IDF เผยแพร่ผลการวิเคราะห์ที่พบว่าประมาณขีปนาวุธราว 300 ลูก ที่อิหร่านยิงโจมตีเข้ามานับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ประมาณครึ่งหนึ่งใช้หัวรบบรรจุคลัสเตอร์บอมบ์ หรือ ระเบิดลูกปราย
ซึ่งจะปล่อยระเบิดลูกเล็กจำนวนมาก กระจายตัวลงสู่เป้าหมายเป็นวงกว้างภายในรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตร
เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า แม้การสกัดกั้นขีปนาวุธบรรจุหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็เป็นงานที่ยาก พร้อมย้ำว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล ยังไม่สมบูรณ์แบบมากพอที่จะสามารถป้องกันขีปนาวุธได้ทุกลูกแบบ 100%
ขณะที่กองบัญชาการแนวรบในประเทศของ IDF กล่าวว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ชุมชนหลายแห่งในอิสราเอล ควบคู่ไปกับที่ตั้งทางทหาร และระบบสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขีปนาวุธที่อิหร่านยิงโจมตีอิสราเอลในแต่ละรอบเริ่มมีจำนวนน้อย ทำให้กองทัพอิสราเอลเชื่อว่าอิหร่านกำลังประสบปัญหาด้านการยิงขีปนาวุธเป็นกลุ่มใหญ่ในคราวเดียว
กองทัพอิสราเอล เปิดเผยว่าในวันแรกของสงคราม อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลประมาณ 90 ลูก วันต่อลดลงเหลือประมาณ 60 ลูก จากนั้นตลอดเกือบ 1 สัปดาห์ต่อมา ตัวเลขอยู่ที่วันละประมาณ 20 ลูก
ส่วนวันที่ 7-8 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านเหลือไม่เกินวันละ 20 ลูก โดย กองกำลังป้องกันอิสราเอลรายงานว่า จนถึงขณะนี้ปฏิบัติการโจมตีต่างๆ สามารถทำลายอุปกรณ์ยิงขีปนาวุธอิหร่านได้มากกว่า 300 เครื่อง หรือ ประมาณ 60% ของยุทโธปกรณ์ดังกล่าวที่อิหร่านมีไว้ครอบครอง