นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เปิดเผยผ่าน Facebook หมอเจด ระบุเนื่องในวันอ้วนโลก (World Obesity Day) ที่ 4 มีนาคมของทุกปี ช่วงนี้ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง “การลดน้ำหนัก” เปลี่ยนไปเยอะมาก คนไทยประมาณ 1 ใน 3 กำลังเผชิญภาวะโรคอ้วนอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ซึ่งหลายคนยังติดภาพเดิมว่า ลดอ้วนต้องกินน้อย ๆ วิ่งเยอะ ๆ ชั่งน้ำหนักทุกวัน แล้วอดทนเอา
ทั้งที่ความจริงเราเริ่มมองโรคอ้วนต่างจากเดิมแล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องวินัย ไม่ใช่แค่แคลอรี่เข้าออก แต่เป็นเรื่องฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ กล้ามเนื้อ ลำไส้ และพฤติกรรมระยะยาวทั้งหมด
7 เทรนด์ดูแลโรคอ้วนยุคใหม่
จากกลัวไขมัน → กลัวน้ำตาลและอาหารแปรรูปมากกว่า
เมื่อก่อนทุกคนโฟกัส low-fat แต่ข้อมูลช่วง10–15ปีหลังพบว่าตัวปัญหาหลักของ metabolic disease คือ น้ำตาลสูง แป้งขัดสี และ ultra-processed food มากกว่าไขมันธรรมชาติ ไขมันดีจากปลา น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือถั่ว ไม่ได้เป็นผู้ร้ายอย่างที่เคยคิด ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่กินไขมันหรือไม่กิน แต่คือ “คุณภาพอาหาร” และระดับการแปรรูปต่างหาก
จากกินผักเยอะที่สุด → โปรตีนต้องพอเพื่อรักษากล้ามเนื้อ
ผักยังสำคัญ แต่แนวคิดใหม่เน้นว่าโปรตีนคือฐานของ metabolic health เพราะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ เพิ่มฮอร์โมนอิ่ม ลดการกินเกิน และป้องกันภาวะอ้วนร่วมกับกล้ามเนื้อน้อยในวัย40+ หลายแนวทางแนะนำประมาณ1.2–1.6กรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวันในคนลดน้ำหนัก โดยเฉพาะคนอายุเกิน40ปีที่สูญเสียกล้ามเนื้อง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว
จากนับแคลอรี่ → เข้าใจฮอร์โมนอินซูลิน
สมดุลพลังงานยังสำคัญ แต่ปัจจุบันเราเข้าใจมากขึ้นว่าอินซูลินมีบทบาทหลักในภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันช่องท้อง และไขมันพอกตับ การดูแลจึงเพิ่มเครื่องมืออย่างอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ การจำกัดช่วงเวลากิน หรือการติดตามระดับน้ำตาล เพื่อป้องกัน glucose spike ที่กระตุ้นการสะสมไขมันแบบเงียบ ๆ
จากดูตัวเลขบนตาชั่ง → ดูองค์ประกอบร่างกาย
น้ำหนักลดไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีเสมอไป ถ้ากล้ามเนื้อหายแต่ไขมันยังสูง ปัจจุบันจึงเริ่มดูเปอร์เซ็นต์ไขมัน ไขมันช่องท้อง และมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายจึงมีบทบาทในคลินิก เพราะเป้าหมายจริงคือ “ลดไขมัน รักษากล้ามเนื้อ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขเบาลง
จากคาร์ดิโอเผาผลาญ → สร้างกล้ามเนื้อและขยับระหว่างวัน
แนวคิดใหม่มองว่ากล้ามเนื้อคืออวัยวะเผาผลาญ การทำเวทเทรนนิ่ง การกระตุ้นกล้ามเนื้อ และการขยับร่างกายระหว่างวัน เช่น เดินหลังอาหาร หรือออกกำลังสั้น ๆ หลายครั้ง ช่วยควบคุมน้ำตาลและระบบเผาผลาญได้ดีกว่าการวิ่งยาว ๆ อย่างเดียว
จากโทษตัวเองว่าไม่มีวินัย → เข้าใจว่าโรคอ้วนคือโรคชีวภาพ
การค้นพบเรื่องฮอร์โมนความหิวความอิ่ม เช่น leptin และ ghrelin ทำให้เข้าใจว่าโรคอ้วนไม่ใช่แค่ขาดความตั้งใจ ปัจจุบันจึงมียาที่ช่วยควบคุมความอยากอาหารและอินซูลิน เช่น Semaglutide และ Tirzepatide ซึ่งช่วยปรับกลไกชีวภาพ ไม่ใช่แค่บอกให้คนไข้พยายามมากขึ้น
จากไดเอตระยะสั้น → สร้าง metabolic lifestyle ระยะยาว
เทรนด์ใหม่ไม่เน้น crash diet หรืออดอาหารสุดโต่ง แต่เน้นการนอนให้พอ ลดความเครียด จัดจังหวะชีวิตให้สอดคล้องนาฬิกาชีวภาพ และดูแลลำไส้ เพราะทั้งหมดส่งผลต่ออินซูลิน ฮอร์โมนความหิว และการอักเสบในร่างกาย
แนวคิดลดน้ำหนักยุคใหม่ ลองเปลี่ยนจาก “กินน้อย วิ่งเยอะ” มาเป็น “จัดการฮอร์โมน รักษากล้ามเนื้อ และกินอาหารคุณภาพสูง” ถ้าใครยังใช้วิธีเดิมแล้วน้ำหนักไม่ลง อาจไม่ใช่เพราะตัวเองไม่มีวินัยนะ แต่อาจเพราะวิธีนั้นล้าสมัยแล้ว ลองปรับมุมมองใหม่แบบนี้ แล้วคุณจะเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนกว่า