ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.195/2569 ระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี จากกรณีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลพิพากษาให้กรมธนารักษ์ระงับการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ
ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางพิพากษาห้ามมิให้กรมธนารักษ์ นำที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ก่อนมีการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด
โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว ศาสนสมบัติกลางจึงไม่เป็นที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังอาจมีกรรมสิทธิ์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ
สำหรับที่ดินพุทธมณฑล ถึงแม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพุทธมณฑลมีทั้งส่วนที่ได้มาจากที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ดินเอกชน และเงินที่ใช้ในการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างพุทธมณฑล ซึ่งมีทั้งเงินบริจาค เงินรายได้จากการจำหน่ายพระเครื่อง พระพุทธรูป แสตมป์ ปฏิทิน และเสมาที่ระลึก และเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาความเป็นมาในการจัดสร้างพุทธมณฑลแล้วเห็นได้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพุทธมณฑลให้เป็นพุทธานุสรณียสถานแห่งการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2502 ให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินแปลงพุทธมณฑล อันแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างพุทธมณฑลขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก และเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา จึงให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑล มิได้มุ่งหมายให้พุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของกรมธนารักษ์ มิฉะนั้นคณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ใส่ชื่อกรมธนารักษ์ หรือกระทรวงการคลังลงในโฉนดที่ดินพุทธมณฑล ตามความเห็นของสำนักบริหารของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแล้ว
ดังนั้นที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ จึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่งอันเป็นศาสนสมบัติกลางตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์นับแต่ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าว โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเจ้าของเพื่อการดูแลรักษาและจัดการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ แม้ต่อมาภายหลังได้ตราพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 และมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินพุทธมณฑลที่หลากหลายลักษณะทั้งแก่คณะสงฆ์ รัฐบาล พุทธบริษัท ประชาชน และนักท่องเที่ยวก็ตาม ก็หาได้มีผลให้ที่ดินพุทธมณฑลซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วว่า เป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง กลับกลายเป็นที่ราชพัสดุแต่อย่างใดไม่
เมื่อที่ดินพุทธมณฑลไม่ใช่ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ โดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมจึงไม่มีอำนาจดำเนินการสำรวจรังวัดจัดทำแผนที่แสดงรายละเอียดที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑล และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำแบบสำรวจรายการส่ง – รับ ที่ราชพัสดุขึ้นทะเบียน เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
การที่กรมธนารักษ์ ดำเนินการเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นเจ้าของเพื่อการใช้อำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการที่ดินพุทธมณฑลทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้กรมธนารักษ์งดเว้นกระทำการสำรวจรังวัดจัดทำแผนที่ รวมทั้งสำรวจรายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ดินแปลงพุทธมณฑลเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ อุทธรณ์ของกรมธนารักษ์ฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองกลางพิพากษาห้ามมิให้กรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน