เจาะงานวิจัยตามติดเด็กไทย 10 ปี เรียนสูงขึ้น แต่ IQ กลับโตไม่ทันโลก?!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะงานวิจัยตามติดเด็ก 10 ปี "วีระชาติ" เผยเด็กไทยเรียนสูงขึ้น แต่ระดับสติปัญญา หรือ IQ กลับโตไม่ทันโลก ขาดการคิดยืดหยุ่น ระบบนิเวศด้านการเรียนรู้ยังไม่ตอบโจทย์

รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการประเมินระดับสติปัญญา (IQ) ภายใต้โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบตัวอย่างซ้ำในประเทศไทย จัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีข้อค้นพบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่าง ช่วงอายุ 7-13 ปี ไอคิว (IQ) ลดลงตามระดับชั้นการเรียนที่เพิ่มขึ้น

รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ปรากฏการณ์ “ยิ่งโต ยิ่งตามหลัง” ทำความเข้าใจเมื่อตัวเลข IQ ของเด็กไทยลดลง

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวว่า “จะใช้คำว่าฉลาดน้อยลงไหม ผมว่ามันก็พูดยาก แต่เอาเป็นว่าเราพัฒนาช้ากว่าเด็กอเมริกัน อันนี้น่าจะถูกต้องที่สุดเชิงวิชาการ”

เนื่องจากผลการประเมิน IQ ดังกล่าว มาจากการสํารวจข้อมูลเด็กปฐมวัยแบบตัวอย่างซ้ำ ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้เครื่องมือประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 Progressive Matrices

พบว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างซ้ำ อายุระหว่าง 7.8 ปี ถึง 13.9 ปี จํานวน 1,292 คน มีระดับสติปัญญาเฉลี่ยประมาณ 86.4 คะแนน โดยมีข้อค้นพบสำคัญคือ ระดับสติปัญญา หรือ IQ เฉลี่ยของเด็กกลุ่มตัวอย่างลดลงตามระดับชั้นอย่างชัดเจน

ระดับ IQ ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามระดับอายุ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ระดับ IQ ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามระดับอายุ

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวว่า “การประเมินระดับสติปัญญาแบบ Raven’s 2 สิ่งที่เขาทำคือ ไปทดสอบคนอเมริกันทุก ๆ ช่วงอายุมา เพื่อจะสร้างเกณฑ์มาตรฐาน เช่น ช่วงอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ 9 ขวบ 10 ขวบ แล้วดูว่าค่าเฉลี่ยเป็นอย่างไร โดยกําหนดให้ค่าเฉลี่ยของเด็กชาวอเมริกัน เท่ากับ IQ 100”

“ดังนั้นคนที่มีทักษะด้านสติปัญญาเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันในช่วงอายุเท่ากัน จะเรียกว่าได้ IQ 100 ถ้าสูงกว่าก็แสดงว่าสูงกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ต่ำกว่า 100 ก็แสดงว่าทำได้น้อยกว่าคนอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน”

“ซึ่งถ้าเข้าใจหลักการนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมพอเรามาเทียบเคียงเป็น IQ แล้ว เด็กไทยเมื่อโตขึ้น ระดับ IQ จึงดูลดลง ทั้งที่ถ้าดูจากคะแนนดิบ เราจะพบว่าเด็กไทยสามารถทำแบบทดสอบถูกมากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่พอไปเทียบกับฝรั่ง ยิ่งอายุมากขึ้นเขาทำได้ถูกเร็วกว่าเรา เราตามเขาไม่ทัน ซึ่งอันนี้ผมว่าน่าเป็นห่วง เพราะส่วนหนึ่ง ตอนเกิดเราอาจจะไม่ได้ต่างมากก็ได้ แต่พอยิ่งผ่านไป เรากลับพัฒนาช้าลง”

ร้อยละของจำนวนข้อสอบที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอเมริกันที่มีระดับ IQ เท่ากับ 100 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ร้อยละของจำนวนข้อสอบที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอเมริกันที่มีระดับ IQ เท่ากับ 100

กล่าวโดยสรุปคือ เด็กไทยกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน ข้อค้นพบส่วนนี้ ไม่ได้บ่งบอกว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการหรือทักษะด้านสติปัญญาลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่หมายความว่า เด็กกลุ่มตัวอย่างจากชนบทของไทย ได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญาหรือทักษะการแก้ปัญหาน้อยกว่าเด็กชาวอเมริกันในช่วงอายุเดียวกัน

รอยรั่วในระบบนิเวศการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ฐานะ” แต่วิธีการยังไม่ตอบโจทย์

รศ.ดร. วีระชาติ มองว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมาจากระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้และวิธีการเรียนรู้ รวมไปถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม

“ส่วนจะเป็นเพราะสังคม ระบบการศึกษา หรืออะไร ผมยังบอกไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามาจากไหน แต่ก็น่าจะสะท้อนว่า โครงสร้างของเรายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นที่โรงเรียน ที่ระบบการเรียนรู้ของเรา วิธีการเรียนรู้ของเรา ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าเขา ไม่มีการกระตุ้นการคิดการวิเคราะห์ และทักษะอื่นๆ ที่ทำให้ความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น หรือส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นว่าครอบครัวเขาอาจจะส่งเสริมได้ดีกว่า” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวต่อว่า “ถ้าถามว่าเป็นเพราะเด็กฐานะยากจนหรือเปล่า ผมอาจจะตอบได้ไม่หมด แต่ถ้าพิจารณาจากกลุ่มตัวอย่างของเรา ซึ่งอาจจะไม่ได้รวยไปเลยแต่ก็ไม่ได้ยากจนทุกคน มาแยกออกเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างจนมาก ๆ กับกลุ่มที่มีฐานะหน่อย แล้วนำมาดู สภาพก็ยังเหมือนกัน”

เจาะลึกถึงทักษะสมอง (EF) ขาด “การคิดยืดหยุ่น” ปัญหาใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงผลสอบ PISA

นอกจากนี้ รศ.ดร. วีระชาติ ยังเปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง นั่นคือ การประเมินทักษะการคิดเชิงบริหาร (EF) โดยใช้ Yellow-Red application ที่พบว่า แม้ค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบเพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลุ่มตัวอย่างเรียนสูงขึ้น แต่หากเจาะลึกไปที่ ทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ

การประเมินนี้ใช้การทดสอบผ่านเกม โดยในเกม Arrow ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะการยั้งคิดไตร่ตรอง (inhibition) นั้นไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ในส่วนของเกม Triads ซึ่งเป็นเกมที่มีเป้าหมายเพื่อประเมินทักษะด้านการคิดยืดหยุ่น (cognitive flexibility) กลับพบว่า คะแนนของเด็กไทยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าต่ำกว่าเด็กชิลี มากขึ้นตามระดับชั้นอย่างชัดเจน

ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า การศึกษาไทยสามารถพัฒนาทักษะด้านการคิดยืดหยุ่นให้กับผู้เรียนได้น้อยกว่าระบบการศึกษาของประเทศชิลี

ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Arrow ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Arrow ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวว่า “อันนี้ต้องบอกว่านี่คือการสำรวจในพื้นที่ภาคอีสานนะครับ ไม่ใช่ทั้งประเทศ มันก็อาจจะสะท้อนไปในทางว่า การเรียนรู้ของเด็กเราขาดเรื่องการมองปัญหายืดหยุ่น ที่จะแก้ปัญหาเวลามีการเปลี่ยนกติกา ซึ่งอาจจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับผลการทดสอบ IQ ว่ามันเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ของเราหรือเปล่า”

“เรายังไม่ได้ปรับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนที่จะทำให้เด็กได้คิดมากขึ้น ได้แก้ปัญหาอะไรที่มันแปลกใหม่ ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับผลการสอบ PISA อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากข้อสอบ PISA เป็นสิ่งที่เด็กไทยไม่เคยคิดมาก่อน โรงเรียนไม่เคยพูดถึง ครูไม่เคยพูดถึง โรงเรียนติวไม่เคยพูดถึง นั่นคือการฝึกเด็กให้มีทักษะการคิดที่มันกว้างขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ยังไม่มีหลักฐานนะครับ เพราะว่าหลักฐานเหล่านี้จริงๆ ก็ไม่ได้ง่ายเลยที่จะรวบรวม” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Triads ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ร้อยละของคะแนนจากเกมส์ Triads ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทยตอบได้ถูกต้อง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กชิลี

10 ปีแห่งการตามติด: ตามหา “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” เพื่อเปลี่ยนชีวิตเด็ก

ทั้งนี้ รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวถึงที่มาของการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนในประเทศไทยว่า มาจากความสนใจของตนเองในเรื่องการพัฒนามนุษย์ และแรงบันดาลใจที่ได้จากงานวิจัยของ Professor Jame Heckman ที่แสดงให้เห็นว่า “การพัฒนาคน ถ้าเริ่มตั้งแต่เด็กเล็กๆ จะมีความคุ้มค่ามาก”

“สังคมอาจจะมองว่า เรารู้แล้วว่ามันคุ้มค่า แต่คำถามสำคัญคือ ต้องลงทุนหรือต้องทำอย่างไรให้มันคุ้มค่า ผมว่านั่นคือเป้าหมายหลักเลยที่ผมอยากจะทำ” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวอีกว่า “เราทำโครงการวิจัยกับ กสศ. หลายชิ้น แต่งานชิ้นหนึ่งที่สำคัญแล้วผมก็ทุ่มเทกับมันมาตลอด 10 ปี คือเราเก็บข้อมูลเด็กคนเดิมต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วนะครับ ถามว่าทำไม เพราะความตั้งใจแล้วก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จ คือเราอยากรู้ว่า จริงๆ แล้วการลงทุนแบบไหนที่มันเวิร์ก และมันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กบ้าง”

เพราะฉะนั้น ในระหว่างทางเราเก็บข้อมูลค่อนข้างเยอะ ว่าครัวเรือนเป็นยังไง พ่อแม่อยู่กันยังไง หย่าร้างไหม แต่งงานใหม่ไหม พ่อแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังไหม หรือคุณตาคุณยายอ่านให้เด็กฟังไหม ซื้อของเล่นให้เด็กไหม ทำอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่ง ก็อยากรู้ว่า แล้วคุณลักษณะของเด็ก หรือพฤติกรรม หรือความสามารถของเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งก็วัดหลายรูปแบบ ตั้งแต่ IQ , EF, Personality ซึ่งก็คือบุคลิกภาพ

ยังไม่สายเกินแก้: เริ่มต้นที่ “ห้องเรียน” ด้วยการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน

แม้ว่าผลสำรวจทั้ง IQ และ EF จะมีข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง แต่ รศ.ดร. วีระชาติ มองว่ายังไม่สายเกินแก้

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า IQ ไม่ใช่ทุกอย่าง IQ เป็นส่วนหนึ่ง ถามว่าสำคัญไหม ก็คงสำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวเท่านั้นที่สำคัญ อันนี้ต้องถอยครึ่งก้าวแล้วก็บอกว่าสิ่งอื่นก็สำคัญ แต่เผอิญว่าอันนี้เห็นชัดเจนว่ามันลด แล้วอย่างอื่นเราก็ยังไม่เห็นว่ามันดีขึ้นมาก เพราะฉะนั้น ถามว่าเป็นเรื่องสำคัญไหม ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามองหลักฐานอื่นๆ ประกอบ ผมก็คงเชื่อว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย น่าจะเป็นคำตอบที่เราคงต้องให้ความสำคัญมากขึ้น” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

ในกรณีที่เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาช้ากว่าที่ควรจะเป็น รศ. ดร. วีระชาติ แนะนำแนวทางแก้ไขว่าต้องเริ่มจากการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
รศ.ดร. วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย และรองอธิการบดีอาวุโสสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รศ.ดร. วีระชาติ กล่าวว่า “ผมว่าอันนี้พูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย โดยเฉพาะที่โรงเรียนเป็นงานช้างพอสมควร เพราะว่าที่ผ่านมาก็มีความพยายามที่จะปรับกันเยอะ ถ้าให้ผมแนะนำ ผมก็จะบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำประกบกันไป ก็คือ การเก็บข้อมูลห้องเรียน”

“เพราะถ้าจะปรับจริง ๆ ต้องปรับกระบวนการที่เกิดขึ้นในห้องเรียน คือไม่ใช่แค่ประกาศนโยบาย เราต้องคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าในห้องเรียน ครูสอนอย่างไร หลังจากนั้นก็ค่อยมาคุยกันว่าจะพัฒนาการศึกษาอย่างไร พัฒนาการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

ติดอาวุธให้ครอบครัวและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก: จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้

ในส่วนของครอบครัว รศ.ดร. วีระชาติ เชื่อว่าครอบครัวไทยส่วนใหญ่สนับสนุนด้านการศึกษาเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว แต่อาจไม่มีความรู้มากพอในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพ

“ต้องขอบคุณ กสศ. เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราทำการทดลองกับเด็กอายุประมาณเกือบ 3 ขวบก็เจอว่าได้ผลระดับหนึ่ง รอบนี้เรากำลังจะเริ่มทำกิจกรรม Parenting จริงๆ ที่จังหวัดขอนแก่น แต่กับเด็กที่อายุประมาณสัก 6-7 เดือนไปจนถึงขวบนิดๆ แล้วก็หวังว่าจะสามารถทำกิจกรรมนี้ไปได้สัก 2 ปี ปลายทางเราก็จะไปวัดผล ไปทดสอบว่าผู้ปกครองมีอะไรดีขึ้น และที่สำคัญคือเด็กมีอะไรดีขึ้นบ้าง” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

ในมุมมองของ รศ.ดร. วีระชาติ การทำความเข้าใจปัญหาอุปสรรคของผู้ปกครองและส่งเสริมให้ตรงจุด จะเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้ปกครองและส่งผลต่อเด็กอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเด็กได้รับการเตรียมพื้นฐานที่ดีแล้ว ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือลำดับถัดไปที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมพยายามลงไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็ต้องเรียนว่าผมไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกที่ที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ ผมยังพอมีความหวังกับท้องถิ่นครับ ก็หวังว่าจะยังเป็นอย่างนั้นต่อไป และถ้าเราทำตรงนี้ให้ดี โอกาสที่ปัญหาจะเบาลง ผมว่าก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น” รศ.ดร. วีระชาติ กล่าว

อย่าวิ่งหนีปัญหาที่ยาก: เพราะเด็กคืออนาคต การลงทุนนี้จึงไม่มีคำว่าไม่คุ้มค่า

ถึงที่สุด แม้ว่าข้อค้นพบจากงานวิจัยหลายชิ้นจะสะท้อนปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาไทย และช่องโหว่ในระบบนิเวศการเรียนรู้ของเด็ก แต่ความร่วมมือกันอย่างจริงจังและมียุทธศาสตร์จะทำให้เราเติมเต็มช่องว่างนี้ให้เป็นฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในอนาคตได้

“เพราะเด็กคืออนาคตของผู้ใหญ่ คืออนาคตของประเทศ การลงทุนเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะไม่คุ้มค่า แต่มันแค่ยากแค่นั้นเอง แล้วก็หวังว่าสังคมจะไม่วิ่งหนีปัญหาที่ยาก เราจะไม่พยายามทำแค่เรื่องง่ายๆ แล้วก็หวังว่าเราจะกลับมาให้ความสำคัญกับช่วงปฐมวัยเพิ่มมากขึ้น” รศ.ดร. วีระชาติ ทิ้งท้าย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ