นายสิริภพ พิชัยรัตนพงศ์ เลขาธิการสหพันธ์สมาคมขนส่งแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและการบริหารจัดการของภาครัฐว่า กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว โดยแบ่งรถบรรทุกออกเป็นหลายจุด ทั้งบริเวณถนนสุขุมวิท ท่าเรือแหลมฉบัง และพื้นที่หนองแขวะ รวมกว่า 200 คัน ขณะที่แนวร่วมอีกประมาณหลักพันคัน จะร่วมแสดงสัญลักษณ์ด้วยการขับรถเป็นขบวนและเปิดไฟ เพื่อสะท้อนปัญหาและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข
นายสิริภพระบุว่า สาเหตุหลักที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ มาจากความไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารของรัฐบาล แม้จะมีการประกาศว่าน้ำมันมีเพียงพอสำรองได้ 60–90 วัน แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดภาวะขาดแคลนอย่างชัดเจน อีกทั้งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน แม้เพียงเล็กน้อย ควรมีเหตุผลและการชี้แจงที่ชัดเจน โดยรัฐควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น กองทุนน้ำมัน ค่าการตลาด ภาคการกลั่น และภาษีสรรพสามิต ให้เต็มที่ก่อนพิจารณาปรับราคา
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงราคาน้ำมันหน้าคลังที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ส่งผลให้ภาคขนส่งตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และไม่ทราบว่าผลประโยชน์ตกอยู่กับฝ่ายใด ขณะเดียวกันยังไม่เห็นด้วยกับการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ หากนำมาใช้กับการขายในประเทศโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อประชาชน
สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้าง นายสิริภพชี้ว่า ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญของประเทศ กลับมีปัญหาการจราจรและความล่าช้า รถบรรทุกใช้เวลาขนส่งเข้า-ออกไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นในช่วงที่น้ำมันมีราคาแพงและขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลควรแก้ไขควบคู่กันไป
ในด้านผลกระทบต่อผู้ประกอบการ พบว่าการขนส่งล่าช้าจากเดิม 1 วัน กลายเป็นประมาณ 2 วัน ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน เวลา และค่าเสียโอกาส แม้ปัจจุบันยังพยายามตรึงค่าขนส่ง แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องปรับราคา โดยมีหลักการเบื้องต้นว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท ค่าขนส่งจะปรับขึ้นประมาณ 3% รวมถึงอาจมีการคิดค่าเสียเวลาที่เพิ่มขึ้นด้วย
นายสิริภพ ยังแสดงความกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจเกิดปัญหารถขนส่งน้ำมันหมดกลางทางทั่วประเทศ และจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อคำชี้แจงของรัฐบาลที่ระบุว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชน โดยมองว่าต้นเหตุแท้จริงคือความไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐ หากรัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนก็จะไม่แห่ไปกักตุน
ทั้งนี้ นายสิริภพย้ำว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเพื่อแก้ปัญหาราคา โดยมองว่าเป็นภาระที่ไม่ควรผลักให้ประชาชน แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และแสดงผลลัพธ์ให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหา หากดำเนินการอย่างจริงจังและตรงจุด พร้อมย้ำว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย อาจมีการพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวต่อไปในอนาคต
ขณะที่ นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรวมตัวครั้งนี้เกิดจากความไม่พอใจข้อมูลภาครัฐ ที่ระบุว่าน้ำมันขาดแคลนเพราะรถขนส่งไม่ไปรับน้ำมัน ซึ่งสหพันธ์ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าปัญหาแท้จริงมาจากการบริหารจัดการของรัฐ ทั้งการจัดสรรโควตาและช่วงเวลาปล่อยน้ำมันจากคลังที่ไม่สอดคล้องระบบขนส่ง
นายทองอยู่ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนส่งกว่า 140,000 ราย รถบรรทุกประมาณ 1.5 ล้านคัน โดยเป็นสมาชิกสหพันธ์ราว 400,000 คัน ถือเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจในการขนส่งสินค้า
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนครั้งนี้มีความผิดปกติ อาจมีกลุ่มทุนพลังงานฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงความไม่ชัดเจนของข้อมูลรัฐที่ทำให้เกิดการกักตุนและตื่นตระหนกเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ สหพันธ์ฯ เคยยื่นข้อเรียกร้อง 8 ข้อ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และเตรียมยกระดับการเคลื่อนไหว หากรัฐยังไม่ตอบสนอง
นายทองอยู่ยังตั้งคำถามว่า น้ำมันตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 เป็นสต็อกเก่า เหตุใดจึงขึ้นราคาและใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคา มองว่าเป็นการฉวยโอกาสในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก พร้อมวิจารณ์รัฐบาลว่าบริหารไม่เป็น และโทษผู้อื่น
พร้อมระบุว่า วิกฤตลักษณะนี้เคยเกิดในปี 2526 และ 2551 แต่ครั้งนี้รุนแรงที่สุด จนสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ท้ายที่สุด ย้ำให้รัฐบาลหยุดสร้างความเดือดร้อน และอย่าล้อเล่นกับความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้สร้างความเป็นธรรมโดยเร่งด่วน