นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด และนักวิชาการด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าว PPTV กรณีการจับกุมนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ "บุ๋ม ปนัดดา" และสามี โดยมองว่า การประกันตัวหรือไม่ประกันตัวมีผลเท่ากัน เพราะเมื่อเริ่มกระบวนการฝากขังแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานภายในกรอบระยะเวลา 84 วัน ไม่ว่าจะถูกควบคุมตัวหรือได้รับการประกันตัวก็ตาม
ดังนั้น การที่ตำรวจจะทำสำนวนให้ทันกรอบระยะเวลา จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประกันตัวหรือไม่ประกันตัว
โดยส่วนตัว นายปรเมศวร์เชื่อว่าตำรวจมีความพร้อมในการดำเนินคดี เพราะหากไม่มีความพร้อม คงไม่สามารถแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและทรัพย์สินออกมาได้อย่างชัดเจน
อีกทั้งการออกหมายจับจะต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรที่น่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดจริง และหากดูการทำงานของตำรวจสอบสวนกลาง ยอมรับว่ามีความชัดเจน จากประสบการณ์ทำคดีมาจำนวนมาก
ทั้งนี้ หากใน 84 วัน ตำรวจยังรวบรวมสำนวนไม่เสร็จ ก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา แต่ว่าคดีนี้ยังมีข้อกล่าวหาอื่นที่สามารถดำเนินการต่อได้ เช่น คดีเกี่ยวกับมูลนิธิในประเด็นการไม่ลงบัญชี ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
ข้อกล่าวหานี้ นอกจากผู้ต้องหาแถวแรก คือ "บุ๋ม ปนัดดา" แล้ว จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาแถว 2 คือกรรมการมูลนิธิ เนื่องจากประธานกรรมการหรือกรรมการทุกคนมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดชอบ หากมีการไม่ลงบัญชีหรือบันทึกบัญชีอันเป็นเท็จ ก็อาจต้องถูกดำเนินคดีในส่วนนี้เพิ่มเติมอีกครั้ง โดยการไม่ลงบัญชีมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
โดยยกตัวอย่างกรณีเงินบริจาคจาก "หนุ่ม กรรชัย" หากพบว่าไม่มีการลงบัญชีอย่างถูกต้อง ก็อาจเข้าข่ายความผิดในส่วนนี้เช่นกัน ซึ่งเมื่อพิจารณารวมกับข้อกล่าวหาอื่น ๆ ก็อาจทำให้ผู้ต้องหาต้องเผชิญโทษจำคุกเป็นจำนวนหลายปี และยังสามารถถูกควบคุมตัวในคดีอื่นระหว่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลได้
ส่วนประเด็นเส้นทางการเงิน กรณีที่นางสาวปนัดดาชี้แจงว่า เงินที่เข้ามาในบัญชีก็นำออกไปใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา และตำรวจจะมีวิธีแยกแยะอย่างไรระหว่างเงินจากมูลนิธิกับรายได้ส่วนตัวจากการเป็นพิธีกรและพรีเซนเตอร์ นายปรเมศวร์อธิบายว่า สามารถตรวจสอบรายได้ของนางสาวปนัดดาได้จากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.91
ซึ่งหากสรุปแล้วมีรายได้ปีละประมาณ 2,500,000 บาท ก็ต้องนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่เข้ามาในบัญชีส่วนตัวและบัญชีมูลนิธิ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อให้เห็นความแตกต่างและตรวจสอบได้ว่าเงินที่เหลือเข้ามาจากช่องทางใด และถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องอะไร
ทั้งนี้ เมื่อฟังการแถลงของตำรวจเมื่อวานนี้ นายปรเมศวร์มองว่ารัดกุม และ "บุ๋ม ปนัดดา" รอดจากการติดคุกยาก เพราะมีหลายฐานความผิด
ส่วนที่ทีมทนายพยายามเบี่ยงให้เป็นประเด็นยักยอก ไม่ใช่ประเด็นฉ้อโกง ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะยักยอกเป็นเรื่องของมูลนิธิกับประธานและกรรมการ แต่ตำรวจทำฉ้อโกงเพราะเป็นเรื่องของประธานมูลนิธิกับประชาชน รับเงินประชาชนมาแล้วจ่ายไม่ตรงปก จึงเข้าสู่ระบบฟอกเงิน
นอกจากนี้ ยังเข้าใจว่าปัจจุบันตำรวจมีการประสานงานกับอัยการตั้งแต่ระหว่างการทำคดี โดยเฉพาะคดีเศรษฐกิจหรือคดีที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน จึงมองว่าคดีนี้ไม่น่าจะมีข้อบกพร่องในกระบวนการทำงานใด ๆ
ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตการสับเปลี่ยนของแบรนด์เนม เพื่อนำของปลอมมาให้ตำรวจยึดอายัด หรืออาจจะเป็นการใช้ของปลอมมาตั้งแต่แรกนั้น นายปรเมศวร์ระบุว่า กรณีที่ใช้ของปลอมมาตั้งแต่ต้นนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสังคมสามารถแยกแยะได้
แต่ประเด็นว่ามีการนำของจริงไปสับเปลี่ยนเป็นของปลอมหรือไม่นั้น ตนยังไม่มีความเห็น เนื่องจากไม่ทราบข้อเท็จจริง จึงต้องรอตรวจสอบกันต่อไป