ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ เปิดเผยขณะนี้มีหลายโรงพยาบาล เริ่มจำกัดการรับยาไม่เกิน 1-2 เดือนต่อครั้งเป็นตัว reflect การรับมือวิกฤติพลังงาน การให้รับจำนวนไม่มาก ทำให้คงคลังยาจะได้เหลือไปอย่างน้อย 4-6 เดือนได้ เพราะสิ่งที่กำลังกลัวตอนนี้คือ อาจมีคนตระหนก กักตุนยา เหมือนกักตุนน้ำมัน แต่หากคนแห่ กักตุนยา มันจะแย่กว่า เพราะมันเล่นกับชีวิตคน เพราะยาขาดไม่ได้
โดยอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า
- รพ ต้องแบกรับค่ายาเพิ่มขึ้น แต่ก็บวกเพิ่มคนไข้ไม่ได้ ต้องพยุงราคากันเอง เหมือน กองทุนน้ำมันที่แบกภาระ
- ความเสี่ยงในการขาดยา เพราะไม่ใช่ว่า แพงขึ้นเท่านั้น แต่จาก รายงานข่าวจาก Reuters ระบุว่า เส้นทางขนส่งยา โดยเฉพาะยาสำคัญ เช่น ยามะเร็ง เริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามและข้อจำกัดด้านการบิน ซึ่งทำให้ขาดแคลนในอนาคตได้ มันเป็น chain reaction คือ supply chain โดนกระทบหมด จากน้ำมัน ขนส่ง โรงงานยา โรงพยาบาล ส่งไปถึงคนไข้
- การจำกัดการจ่ายจำนวนยา คือ ทางออกในการซื้อเวลาที่ดีที่สุด ทำให้เกิดการกระจายยาให้ “ทุกคนยังมียาใช้ให้นานที่สุด” โดยปกติ คลังยาจะสำรองยาไว้ได้นาน แต่ก็ไม่นานมากเกินเพราะต้นทุนจะบาน
- ไม่ใช่แค่ยา แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น บางชิ้นส่วนที่ใช้ผ่าตัดก็กระทบเช่นเดียวกัน
- ยาที่อาจจะมีผลกระทบน้อย คือยา ที่มีการผลิตในประเทศ แม้ว่า บางองค์ประกอบ ก็ต้องนำเข้าเหมือนกัน
- สมุนไพรไทย ใช้ได้ไหม คือ ได้ แต่บางโรค และเป็นโรคที่ไม่รุนแรงครับ เช่น ขิง ลดอักเสบ ลดปวด ขมิ้นชัน ลดท้องอืด กรดกระเพาะ ฟ้าทะลายโจร รักษาติดเชื้อทางเดินหายใจ เป็นต้น
การบริหารคลังยาไม่ให้ล่ม ต้องบริหารแบบยืนระยะ โดยมีสมการที่ท้าทายคือ ให้สงครามจบใน 3 เดือน และ ตอนนี้คงต้องเร่งหายาทดแทน ในกรณี worse case scenario