ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อธิบายผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ว่า หมอนใบเก่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนอน แต่เป็น "สัญญาณแห่งความปลอดภัย" ที่สมองเรียนรู้และจดจำมาตลอดชีวิต
หมอสุรัตน์ เปิดเผยว่า สมองจะหลับลึกได้ เมื่อรู้สึกว่าปลอดภัย การนอนหลับไม่ใช่เพียงการปิดตาพักผ่อน แต่ในเชิงวิวัฒนาการ ช่วงเวลาที่มนุษย์หลับถือเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุด เพราะการรับรู้สิ่งรอบตัวลดลงและตอบสนองต่ออันตรายได้ช้าลง
ด้วยเหตุนี้ สมองจึงมีกลไกคอยประเมินอยู่ตลอดว่า "สถานที่แห่งนี้ปลอดภัยพอที่จะหลับลึกหรือไม่"
หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือปรากฏการณ์ First-Night Effect ซึ่งงานวิจัยของ Tamaki และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ปี 2016 พบว่า ในคืนแรกที่เรานอนในสถานที่แปลกใหม่ สมองซีกหนึ่งจะยังคงตื่นตัวมากกว่าอีกซีก แม้อยู่ในช่วงหลับลึก (Slow-wave sleep) โดยตรวจวัดจากคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สมองซีกที่ยังตื่นตัวจะตอบสนองต่อเสียงหรือสิ่งเร้าภายนอกได้เร็วกว่า ราวกับมี "ยามเฝ้ายาม" คอยระวังภัย ซึ่งเป็นกลไกที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษเพื่อช่วยให้เอาชีวิตรอดจากผู้ล่า ดังนั้น เมื่อเราใช้หมอนใบเดิมทุกคืน สมองจึงจดจำทั้งความนุ่ม แรงกด อุณหภูมิ และกลิ่นที่คุ้นเคย พร้อมตีความว่า"ทุกอย่างเหมือนเดิม...ที่นี่ปลอดภัย" เมื่อความระแวดระวังลดลง สมองจึงเข้าสู่การหลับลึกได้ง่ายขึ้น ขณะที่การเปลี่ยนหมอนใหม่อาจทำให้สมองรู้สึกว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ส่งผลให้นอนหลับยากหรือหลับไม่สนิท
กลิ่นและสัมผัส คือทางลัดสู่ความทรงจำ
หมอนใบเก่าไม่ได้มีแค่รูปร่างที่คุ้นมือ แต่ยังเต็มไปด้วยกลิ่นและสัมผัสที่สมองจดจำไว้ หรือที่เรียกว่า Sensory Memory หรือ "ความทรงจำผ่านประสาทสัมผัส" ประสาทรับกลิ่นมีความพิเศษกว่าประสาทสัมผัสอื่น เพราะส่งข้อมูลเข้าสู่สมองส่วนอารมณ์ ได้แก่ Amygdala และ Limbic System ได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเพียงกลิ่นบางกลิ่นสามารถพาเราย้อนกลับไปยังความทรงจำเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ทันที
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ปี 2020 ยังพบว่า ผู้เข้าร่วมที่นอนพร้อมเสื้อซึ่งมีกลิ่นของคู่รัก มีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังได้กลิ่นของใคร ซึ่งหมอนใบโปรดก็เช่นเดียวกัน เพราะสะสมกลิ่นเฉพาะตัวของเจ้าของ ทั้งน้ำมันจากผิวหนัง เหงื่ออ่อน ๆ น้ำยาซักผ้า และกลิ่นที่คุ้นเคยจากการใช้งานทุกคืน สำหรับคนอื่น มันอาจเป็นเพียงหมอนเก่า แต่สำหรับสมองของเจ้าของ กลิ่นเหล่านี้กำลังบอกว่า "คุณกลับถึงบ้านแล้ว"
หมอสุรัตน์ ยังอธิบายต่อว่า หมอนใบเดิม คือสัญญาณเริ่มต้นของการนอน สมองสามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองของร่างกายได้ หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคนอนไม่หลับด้วยวิธี Stimulus Control Therapy ซึ่งเน้นให้สมองเชื่อมโยง “เตียง” กับ “การนอน” เท่านั้น ไม่ใช้เตียงทำกิจกรรมอื่น เช่น เล่นโทรศัพท์หรือทำงาน เมื่อทำซ้ำเป็นประจำ สมองจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติว่า เตียง + หมอน = เวลาเข้านอน
หมอนใบเดิมจึงกลายเป็นสัญญาณที่บอกให้ร่างกายเริ่มเข้าสู่โหมดพักผ่อนทุกคืน หมอนใบโปรด อาจเป็น “วัตถุแห่งความปลอดภัย” ของผู้ใหญ่
แนวคิดของ Donald Winnicott นักจิตวิเคราะห์ อธิบายว่า มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า Transitional Object หรือ “วัตถุแห่งความปลอดภัย” ในวัยเด็ก หลายคนมีผ้าห่ม ตุ๊กตา หรือหมอนที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ เมื่อโตขึ้น วัตถุเหล่านี้อาจเปลี่ยนรูปแบบเป็นแก้วกาแฟใบโปรด เสื้อเก่าตัวเดิม ปากกาด้ามเดิม หรือหมอนใบเดิมที่ใช้มานาน สิ่งของเหล่านี้เปรียบเสมือน “สมอทางอารมณ์” ที่ช่วยเชื่อมโยงกับความรู้สึกมั่นคง ความคุ้นเคย และความต่อเนื่องของชีวิต
แม้รักแค่ไหน ก็ไม่ควรละเลยสุขภาพ
หมอสุรัตน์ ย้ำว่า แม้หมอนใบเก่าจะช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและนอนหลับได้ดี แต่หมอนที่ใช้งานมานานก็อาจสะสมไรฝุ่น เชื้อรา สารก่อภูมิแพ้ รวมถึงสูญเสียความสามารถในการรองรับศีรษะและต้นคอ ผลที่ตามมาอาจทำให้ตื่นมาปวดคอ ปวดบ่า จามเรื้อรัง หรือกระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่าง "ความคุ้นเคย" กับ "สุขภาพ" เช่น ดูแลความสะอาดของหมอน ซักปลอกหมอนเป็นประจำ และเปลี่ยนหมอนเมื่อเสื่อมสภาพมากเกินไป
เพราะสุดท้ายแล้ว "หมอนเน่า" ไม่ได้เป็นเพียงหมอนเก่า ๆ ที่ผ่านกาลเวลา แต่เป็นสิ่งที่เก็บทั้งความทรงจำ ความอบอุ่น และความรู้สึกปลอดภัยที่สมองจดจำไว้ เพียงแต่ก็ควรดูแลให้ไม่กลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว