นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ “หมอแอร์” อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้เผยแพร่กรณีศึกษาผล Lab ของคนไข้จริงผ่านเพจ Akanis Srisukwattana ซึ่งเป็นเคสที่มีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการแปลผลไขมันในเลือดอยู่ 2 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรก คือ ผลไขมันบางตัวมีความไม่สอดคล้องกันและเรื่องที่สอง คือ HDL ที่สูงมาก ช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับ LDL ที่สูงได้จริงหรือไม่
ทำไม LDL ถึงมากกว่า Non-HDL cholesterol?
Non-HDL cholesterol หมายถึงคอเลสเตอรอลที่อยู่ในกลุ่ม Lipoprotein ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดตีบ เช่น LDL, IDL, VLDL, TG remnant และ Lp(a) โดยทั่วไปสามารถคำนวณ Non-HDL cholesterol ได้จากNon-HDL-C = Total cholesterol − HDL-C สำหรับเคสนี้ Non-HDL-C = 274 − 100 = 174 mg/dL แต่ผลตรวจกลับรายงานค่า Direct LDL-C = 178 mg/dL ซึ่งสูงกว่า Non-HDL-C อยู่ 4 mg/dL
ในทางหลักการแล้ว LDL เป็นหนึ่งในกลุ่มที่รวมอยู่ใน Non-HDL ดังนั้น LDL จึงไม่ควรมีค่ามากกว่า Non-HDL ในลักษณะนี้ ความแตกต่างดังกล่าวจึงสะท้อนว่า ผลตรวจชุดนี้มีความไม่สอดคล้องกัน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นอาจมาจากความคลาดเคลื่อนสะสมของการตรวจแต่ละตัว ไม่ได้หมายความว่าร่างกายมี LDL มากกว่าคอเลสเตอรอลทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่ม Non-HDL จริง ๆ
การตรวจ LDL มีทั้งแบบ คำนวณค่า LDL และ ตรวจแบบ Direct LDL
การตรวจ Direct LDL มักถูกนำมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดของการคำนวณ LDL โดยเฉพาะในกรณีที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมาก อย่างไรก็ตาม คำว่า “Direct” ไม่ได้หมายความว่าผลจะถูกต้องหรือแม่นยำกว่าวิธีคำนวณเสมอไป เพราะความแม่นยำยังขึ้นอยู่กับวิธีตรวจ น้ำยาที่ใช้ และลักษณะของอนุภาคไขมันในตัวอย่างเลือดด้วย หากนำผลตรวจของเคสนี้มาคำนวณ LDL ด้วยสูตร Friedewald ซึ่งใช้ในหน่วย mg/dL จะได้ว่า LDL-C = Total cholesterol − HDL-C − Triglycerides ÷ 5
ดังนั้น 274 − 100 − 102 ÷ 5 = 153.6 mg/dL หรือประมาณ 154 mg/dL
จึงเห็นได้ว่าค่า LDL ที่รายงานจากการตรวจแบบ Direct LDL ที่ 178 mg/dL กับค่า LDL ที่คำนวณได้ประมาณ 154 mg/dL มีความแตกต่างกันพอสมควร และควรพิจารณาผลตรวจร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ไม่ควรดูตัวเลขเพียงค่าเดียว
HDL สูงมาก หรืออัตราส่วนไขมันดูดี แปลว่าไม่ต้องรักษา LDL หรือไม่?
หมอแอร์ กล่าวว่าหลายคนคุ้นเคยกับคำว่า HDL คือ “ไขมันดี” จึงอาจเข้าใจว่า ยิ่ง HDL สูงก็ยิ่งดี และ HDL ที่สูงอาจช่วยชดเชย LDL ที่สูงได้ แต่ในความเป็นจริง HDL-C ที่เราตรวจจากเลือด เป็นการวัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่อยู่ในอนุภาค HDL ไม่ได้บอกโดยตรงว่า HDL ทำงานได้ดีแค่ไหน
หน้าที่หนึ่งของ HDL คือการรับคอเลสเตอรอลออกจากเซลล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขนส่งคอเลสเตอรอลกลับไปจัดการที่ตับ แต่การที่มีคอเลสเตอรอลอยู่ใน HDL มาก ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการทั้งหมดจะทำงานได้ดีขึ้นตามตัวเลข HDL ที่สูงขึ้นเสมอไป
หลักฐานจากการศึกษาต่าง ๆ ยังพบว่า เมื่อ HDL สูงขึ้นมาก ๆ ประโยชน์ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเสมอไป และมีการศึกษาบางส่วนที่พบความสัมพันธ์ระหว่าง HDL ที่สูงมากกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้น HDL สูงไม่ได้ลบความเสี่ยงจาก LDL ที่สูง เช่นเดียวกัน แม้อัตราส่วนของไขมัน เช่น Total cholesterol ต่อ HDL หรือ LDL ต่อ HDL จะดูดี ก็ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเราไม่จำเป็นต้องรักษา LDL
แล้วในเคสนี้ควรดูอะไรเพิ่มเติม?
นอกจาก LDL ที่คำนวณได้แล้ว การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดควรพิจารณาภาพรวมของแต่ละคนร่วมด้วย เช่น อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคไต ประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยในครอบครัว รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในเคสนี้มีการตรวจ ApoB เพิ่มเติม และพบว่ามีค่า 98
ApoB เป็นโปรตีนที่อยู่บนอนุภาคไขมันหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดเลือดตีบ ดังนั้นค่า ApoB จึงช่วยสะท้อนให้เห็นว่า ในกระแสเลือดมีจำนวนอนุภาคไขมันกลุ่มที่สามารถเกี่ยวข้องกับการสะสมในผนังหลอดเลือดอยู่มากน้อยเพียงใด ค่า ApoB ที่สูงจึงสนับสนุนว่า แม้คนไข้จะมี HDL สูง แต่จำนวนอนุภาคไขมันที่สามารถเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดยังมีอยู่ในระดับที่ควรให้ความสำคัญ พูดง่าย ๆ คือ การมี HDL สูงไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงจากอนุภาคไขมันที่มี ApoB หมดไป
เคสนี้ต้องกินยาหรือไม่?
หมอแอร์ระบุว่า สำหรับเคสนี้ ผล Calcium Score = 0 และจากการประเมินไม่พบปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นร่วมด้วย ดังนั้นแนวทางที่เลือกในขณะนี้คือ ยังไม่รีบเริ่มยา แต่จะเน้นการปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องอาหารและการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นจึงตรวจติดตามระดับไขมันและ ApoB อีกครั้ง หากครบ 3 เดือนแล้ว ระดับไขมันและ ApoB ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของคนไข้รายนี้ จึงจะพิจารณาการใช้ยาลดไขมันต่อไป
หมอแอร์ย้ำว่า เคสนี้จึงมีบทเรียนสำคัญว่า การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจไม่ควรดูเพียงตัวเลข HDL หรืออัตราส่วนไขมัน แม้ HDL จะสูงถึง 100 mg/dL แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถชดเชย LDL ที่สูงได้ ขณะเดียวกันค่า ApoB ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพของจำนวนอนุภาคไขมันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดเลือดตีบได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ หากผลตรวจ LDL และ Non-HDL มีความไม่สอดคล้องกัน ก็ควรพิจารณาวิธีการตรวจและตัวชี้วัดอื่นประกอบ ไม่ควรตัดสินจากค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว
สำหรับคนไข้รายนี้ การที่ Calcium Score เป็น 0 และไม่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่น ทำให้สามารถเลือกแนวทาง ปรับอาหาร ออกกำลังกาย และติดตามผลอีกครั้งใน 3 เดือน ก่อนตัดสินใจเรื่องยาได้ แนวทางดังกล่าวเป็นการจัดการสำหรับคนไข้รายนี้จากข้อมูลและระดับความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ไม่ควรนำไปสรุปว่าคนที่มี LDL สูงทุกคนสามารถหยุดหรือเลื่อนการใช้ยาได้ การตัดสินใจเรื่องยาลดไขมันควรประเมินความเสี่ยงโรค