สถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่วันที่ 5 ติดต่อกัน ยังคงทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ล่าสุดพบเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ มีอาการเลือดกำเดาไหลเป็นลิ่มจากฝุ่นพิษ PM2.5 ขณะที่ค่ามลพิษในพื้นที่ยังอยู่ในระดับอันตราย และเชียงใหม่ยังคงติดอันดับ 1 เมืองมลพิษทางอากาศของโลก
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า เช้าวันนี้ในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI)
อยู่ที่ 203 อยู่ในระดับสีแดง ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 104.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่บริเวณดอยสุเทพ วัดได้ 204 AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 78.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนพื้นที่ที่มีค่ามลพิษสูงสุดคือ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วัดได้สูงถึง 458 AQI และค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 332.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีไฟป่าต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ IQAir รายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. เทศบาลนครเชียงใหม่ยังคงอยู่อันดับ 1 ของโลกด้านมลพิษทางอากาศ โดยมีค่า 214 US AQI และค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 138.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ด้านสถานการณ์ไฟป่า แม้จำนวนจุดความร้อนจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ยังพบถึง 303 จุด โดยสูงสุดอยู่ในอำเภอสะเมิงและอำเภอแม่แตง 42 จุด อำเภอพร้าว 41 จุด และอำเภอเชียงดาว 35 จุด ขณะที่ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อนรวม 1,467 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน
ผลกระทบด้านสุขภาพเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยพบเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ ในอำเภอสันทราย มีอาการเลือดกำเดาไหลเป็นลิ่มเลือด ผู้ปกครองเผยว่า แม้ภายในบ้านจะมีเครื่องฟอกอากาศหลายตัว แต่ค่าฝุ่นในพื้นที่พุ่งสูงเกือบ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อาการกำเดาไหลของลูกกลับมาและรุนแรงกว่าทุกปี
ผู้ปกครองยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการควบคุมการเผาในพื้นที่ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาหมอกควัน
นอกจากนี้ ยังพบประชาชนจำนวนมากเริ่มมีอาการป่วย เช่น เลือดกำเดาไหล แสบตา แสบคอ แสบจมูก และโรคระบบทางเดินหายใจ
ด้านคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด โดยปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดควันภายในบ้าน จัดพื้นที่ “ห้องปลอดฝุ่น” และสวมหน้ากาก N95 ทุกครั้งเมื่อออกนอกอาคาร เพื่อลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5