พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลปฏิบัติการตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันใน 4 พื้นที่ ได้แก่ ระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น หลังพบพฤติการณ์สุ่มเสี่ยงกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤต พร้อมสั่งยกระดับมาตรการควบคุมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ป้องกันการประวิงเวลา กักตุน หรือเบี่ยงเบนการขนส่งน้ำมัน และเตรียมนำเรื่องทั้งหมดเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณาเป็นคดีพิเศษในวันถัดไป
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า การทำงานเป็นการบูรณาการหลายหน่วยงาน ติดตามผู้ค้าน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น คลัง การขนส่งทางทะเล ไปจนถึงปั๊มน้ำมัน โดยยืนยันจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดใน 3 ด้านหลัก คือ การขนส่งน้ำมันทางทะเล การจ่ายน้ำมันจากคลังไปปลายทาง และการลักลอบขนออกนอกเส้นทาง
ในส่วนคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ที่ จ.สุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลมาจากหลายหน่วยงาน และยังพบพิรุธเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลเที่ยวเรือที่เพิ่มจาก 96 เป็น 99 เที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบความผิดปกติ ยืนยันหากพบผิดกฎหมายจะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงสาเหตุในการเข้าตรวจสอบ 4 จุดในวันนี้ ว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้ตรวจสอบพบ 3 พฤติการณ์ต้องสงสัยหลัก ได้แก่
1.ตั้งสมติฐานรถน้ำมันรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม จากรถน้ำมัน 1,167 คัน พบที่ จ.อุดรธานี 1 เคส ซึ่งมีรถน้ำมันทั้งหมด 10 คัน เฉลี่ย 1 คัน บรรทุกน้ำมันประมาณ 40,000 ลิตร ใน 10 คัน พบว่าที่หน้าปั๊มติดป้ายว่าไม่มีน้ำมัน และพบว่าเช้าวันนี้ 2 คันไปส่งน้ำมันที่ จ.ขอนแก่น โดยถ่ายให้รถเล็ก ซึ่งประเด็นนี้ผิดชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ และในพื้นที่ จ.ระยอง รถที่รับน้ำมันแต่ไม่เข้าปั๊ม ซึ่งอ้างว่าเป็นคลังที่เขาเคยจดทะเบียนเป็นปั๊มแล้วยกเลิกไป
2.ตั้งสมติฐานคลังน้ำมันใน 92 คลัง ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลน คลังไหนบ้างที่ไม่ได้จ่ายน้ำมัน ซึ่งดูจากไฟฟ้าที่ใช้ไปสะดุดที่ จ.ปทุมธานี พบว่าหากใช้ไฟปกติจะอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ แต่ในวันที่ 9-10 มี.ค. 2569 พบว่าจ่ายน้ำมันสูง 1,300 กิโลวัตต์ 1 ช่วง ส่วนวันที่ 15-17 มี.ค. 2569 ไม่ได้จ่าย และพบว่าวันที่ 26 มี.ค. 2569 มีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันจากคลังถึง 1,600 กิโลวัตต์ เมื่อดูน้ำมันคงคลัง 20 – 25 มี.ค. 2569 คงคลังประมาณ 20 ล้านลิตร ซึ่งส่วนนี้จะส่งให้ DSI ต่อไป
3.วันที่ 15-17 มี.ค. 2569 ดูว่าปั๊มไหนแจ้งว่าน้ำมันไม่พอปิดให้บริการ ให้ตำรวจพื้นที่ไปสอบถามว่าเดิมรับน้ำมันจากที่ไหน รถอะไรและดูว่ารถนั้นวิ่งส่งอยู่หรือไม่ แต่พบว่าที่ จ.สมุทรสาคร มีรถน้ำมันวิ่งอยู่แต่ไม่ได้ส่งให้ปั๊ม
นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า การตรวจใน จ.ระยอง พบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งยกเลิกการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ไปแล้ว แต่ยังมีพฤติการณ์จำหน่ายน้ำมันเชิงพาณิชย์ เข้าข่ายทำธุรกิจโดยไม่ขึ้นทะเบียน และยังพบการขนส่งน้ำมันโดยไม่ได้จดทะเบียนตามมาตรา 12 ขณะที่ใน จ.สมุทรสาคร พบโรงกลั่นขนาดเล็กมีความผิดหลายประเด็น เช่น เปิดสถานีบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีถังเก็บดีเซล 40,000 ลิตร เชื่อมต่อหัวจ่ายโดยไม่ขออนุญาต ไม่แจ้งการเปิดปั๊มเพิ่มเติมตามกฎหมาย และใช้ถังเก็บน้ำมันไม่ตรงตามที่แจ้ง นอกจากนี้ยังเก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อตรวจคุณภาพ คาดทราบผลภายใน 3–4 วัน
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ทั้ง 3 พฤติการณ์ข้างต้นอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ และจะรวบรวมทุกกรณีในช่วงวิกฤตน้ำมันตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม เสนอคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ โดยจะครอบคลุมทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน การขนส่ง และกรณีน้ำมันหายในทะเล หากพบความผิดอื่น เช่น ฟอกเงิน หรือความผิดเกี่ยวเนื่อง ก็สามารถขยายผลได้ภายหลัง
โดยภาพรวม เจ้าหน้าที่ยืนยันจะตรวจสอบทั้งระบบ หากพบการกระทำผิดกฎหมายใด จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำมันอีกต่อไป