จากกรณีที่ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” อายุ 43 ปี ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่อง เดินทางไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยอ้างว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ร่วมกับเจ้าหนี้และพวก ใช้อำนาจหน้าที่ข่มขู่บังคับทวงหนี้ และยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้เดิมกับเจ้าหนี้ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เวลา 10.00 น. วันที่ 5 พ.ค.2569 โทน บางแค พร้อมทนายความ เดินทางมาที่ สน.พหลโยธิน
เพื่อแจ้งความดำเนินคดี กรณีที่กล่าวอ้างว่าถูกข่มขู่กดดันบังคับให้ชำระหนี้กับเจ้าหนี้ โดยนายตำรวจระดับสูง
เบื้องต้น โทน บางแค บอกสื่อเพียงสั้นๆ ว่า มาจากการถูกกดดันข่มขู่ให้ชำระหนี้ แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะดำเนินคดีกับใคร ก่อนจะเดินทางเข้าแจ้งความ พร้อมกับบอกว่า จะให้รายละเอียดหลังพบพนักงานสอบสวนแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนเชิญตัว โทน บางแค สอบปากคำอย่างละเอียด
ขณะที่ ตำรวจ สน.พหลโยธิน ให้ข้อมูลว่า หากผู้ที่ถูกแจ้งความเป็นนายตำรวจระดับสูง พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานจากการสอบปากคำของผู้กล่าวโทษ ส่งให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน และชี้มูลความผิดตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคดีที่ร้องทุกข์กล่าวโทษเกี่ยวกับข้าราชการระดับสูง ส่วนรายละเอียดทางคดี ต้องรอสอบปากคำให้แล้วเสร็จ ข้อมูลถึงจะชัดเจน
โทน บางแค เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ภายหลังเข้าให้ปากคำต่อพนักวานสอบสวน สน.พหลโยธิน นานกว่า 3 ชั่วโมง โดยระบุว่า ตนแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมพวก ในข้อหาร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่รัฐติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ทวงถามหนี้
พร้อมเปิดเผยว่าในวันนั้น ตนถูก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พูดจาในลักษณะรุนแรง เช่น "จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยก็เดินออกไป" ซึ่งตนตั้งใจที่จะไปคุยเพื่ออธิบายส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นหนี้ที่เกิดขึ้น เพราะตนก็รู้สึกไม่สบายใจ และไม่รู้ว่าจะมีคดีหรือไม่ แต่สิ่งที่ตนเจอนั้นถือว่ารุนแรง และไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจทวงถามหนี้หรือไม่
ตนจึงขอเข้าแจ้งความเพื่อใช้สิทธิ์ปกป้องตัวเอง ไม่ได้มีใบสั่งจากใคร ยืนยันล้านเปอร์เซนต์ และสาบานที่ไหนก็ได้ จะสาบานวัดพระแก้วหรือวัดใดก็ได้ เหตุผลที่มาแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะไม่รับความเป็นธรรม และจะถูกจัดการย้อนหลัง เพราะคดีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นกับผู้มีอำนาจ
ยอมรับว่าเป็นหนี้กับเจ้าหนี้ดังกล่าวจริง มีการค้ำประกันด้วยพระ ตึกแถว และเช็คจ่ายรายเดือน ตอนนี้วางเงินชำระรับล่วงหน้าถึงปี 2570 ด้วยซ้ำ ยืนยันว่าไม่เคยผิดสัญญา ส่วนสาเหตุที่ตนเองเป็นหนี้ เป็นเพราะตนต้องหาเงินสกุลสำรองมาหมุนเวียนธุรกิจตามปกติ ตนไม่ได้มีกำไรเยอะ พร้อมย้ำว่าตนไม่เคยขายพระปลอมตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยเหตุนี้ตนเลยต้องหาเงินหมุนเวียน ทั้งกู้แบงค์เอกชนและกู้ธนาคาร แต่ตนก็ไล่ชำระจนหมด สามารถเช็กเครดิตบูโรก็ได้
โทน บางแค ยังกล่าวอีกว่า ตนไม่กังวลจากข่าวลือที่บอกว่า จะมีหมายจับตัวเอง เพราะต้นมั่นใจว่าไม่ได้ทำความผิดอะไร หากผิดก็ใช้สิทธิ์ประกัน และว่ากันตามกระบวนการ ยอมรับกรณีดังกล่าวอาจเสื่อมเสียเครดิตในวงการพระ แต่ตนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ มั่นใจทุกอย่างว่าเป็นความจริง ซึ่งความจริงจะช่วยเพิ่มเครดิตให้กับตัวเอง ทั้งนี้ไม่ชี้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ หรือใครก็ตามทำผิด ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการและศาลเป็นผู้ตัดสิน
หลังจากนี้ตนจะไปยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ตรวจสอบว่าบุคคลที่อ้างตัวเองเป็นอัยการในวันเกิดเหตุ เป็นอัยการจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ขอให้ดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดตามกฎหมาย โทน บางแค กล่าวอีกว่าตนไม่โกรธ ป๋อง สุพรรณ ยังคงเคารพนับถือ พร้อมยกมือไหว้ขอโทษหากทำให้ ป๋อง สุพรรณ ลำบากใจ