Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

”มาดามเก่ง“ ย้อนไทม์ไลน์หนี้ 300 ล้าน-อยากได้เงินคืน ไม่ได้ยืมมือ ตร.ทวงหนี้!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

”มาดามเก่ง“ ย้อนไทม์ไลน์รู้จัก “โทน บางแค” จนถูกยืมเงิน-ซื้อขายของ ยอดหนี้กว่า 300 ล้าน ยันอยากได้เงินคืนไม่ได้ให้โดยเสน่หา ไม่ได้ยืมมือตำรวจทวงหนี้!

วันที่ 6 พ.ค. 2569 นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ “มาดามเก่ง” พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” แจ้งความ

โดยมาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว

มาดามเก่ง สตริงเกอร์ กทม.
นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ “มาดามเก่ง”

โดยมาดามเก่ง ยังฝากบอกถึงนายโทนทอง ว่า ตนไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ส่วนไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันกับนายโทนทอง นั้นมาดามเก่ง เล่าว่า ปี 2565 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ 18 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่เป็นเซียนพระอีกคน ที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง เนื่องจากอ้างว่ามีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่านายโทนทองเป็นคนดี หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน นายโทนทองก็มาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

ต่อมานายโทนทองก็นำเงินไปทำธุรกิจและอ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้อง จึงทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่า ไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่ก็พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท

แต่นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน ก็พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ต่อมาในวันที่ 14 ม.ค. 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทองรู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ หลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” เซียนพระชื่อดัง แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา นายโทนทองเป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางคือ “ป๋อง สุพรรณ” ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน, พล.ต.ต.จรูญเกียรติ, นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการ

มาดามเก่ง สตริงเกอร์ กทม.
นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ “มาดามเก่ง”

ซึ่งการเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ในห้องเจรจาบอกว่า “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เม.ย. แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เม.ย. กลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่สน. พหลโยธิน มีการแจ้งความตน  , พล.ต.ต.จรูญเกียรติ โดยรวมทั้งหมด 5 คนที่ถูกแจ้งความ ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์

ส่วนกรณีอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้น work from home มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมาย แต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนพึ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ได้สืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจ เพราะมาดามเก่งถูกฉ้อโกง ส่วนจะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่งเดิมทีตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมากน้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืนแต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน

พร้อมทิ้งท้ายหากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ