เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2)
ความว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว อันเป็นการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4/1 ววรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกอบกับมาตรา 37 (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 กรณีมีโฆษณาเผยแพร่ในประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ได้รับค่าบริการไม่ว่าจะได้รับจากผู้กระทำการโฆษณาหรือบุคคลอื่น ให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์จัดให้มีการพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำการโฆษณาทุกครั้งก่อนการประกาศโฆษณา เว้นแต่ได้พิสูจน์ตัวตนผู้กระทำการโฆษณารายนั้นไว้ก่อนแล้วภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พิสูจน์ตัวตนครั้งล่าสุด
การพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำการโฆษณาตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ตรวจสอบหลักฐานแสดงตน และตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้กระทำการโฆษณากับหลักฐานแสดงตน เช่น การเปรียบเทียบภาพใบหน้าของผู้กระทำการโฆษณากับภาพจากหลักฐานแสดงตน ทั้งนี้ หลักฐานแสดงตนดังกล่าวต้องออกโดยหน่วยงานของรัฐและสามารถตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ หรือ
(2) พิสูจน์ตัวตนผ่านระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือของการพิสูจน์ตัวตนไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ประกาศกำหนด
ข้อ 3 ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้กระทำการโฆษณาเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้กระทำการโฆษณานับตั้งแต่เริ่มกระทำการโฆษณาและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณาของผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์นั้น
โดยประกอบด้วยข้อมูลอย่างน้อย ดังนี้
(1) ชื่อบุคคล หรือนิติบุคคลและผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคล
(2) หลักฐานแสดงตนสำหรับบุคคลธรรมดา หรือหลักฐานแสดงความเป็นนิติบุคคล เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หนังสือรับรองนิติบุคคล
(3) ข้อมูลการติดต่อที่สามารถติดต่อได้ เช่น ที่อยู่ เลขหมายโทรศัพท์ ในกรณีที่มีการชำระค่าโฆษณาโดยบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้กระทำการโฆษณาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชำระค่าโฆษณาตามวรรคหนึ่งด้วย
ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน 2569