ในขณะที่ความพยายามอนุรักษ์เสือในป่าธรรมชาติเริ่มเห็นผลด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลกลับระบุว่าจำนวนเสือในสถานที่เพาะเลี้ยงก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ความย้อนแย้งนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองจากสายตาโลกว่าเป็นทางผ่านและจุดศูนย์กลางสำคัญในการกระจายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
สังคมกำลังตั้งคำถาม คือ กฎหมายที่มีอยู่มี "ช่องว่าง" ตรงไหน หรือระบบการตรวจสอบมี "ช่องโหว่" อย่างไร จึงทำให้ขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคงขับเคลื่อนไปได้ท่ามกลางการเฝ้าระวังที่เข้มงวด
ข้อมูลจากการลงพื้นที่พูดคุยกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เผยให้เห็นถึงตัวเลขที่น่าตกใจของ "ราคาซากเสือ" ซึ่งแตกต่างกันไปตามอวัยวะ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ส่วนต่าง" ของราคาจากต้นทางสู่ปลายทาง ตัวอย่างเช่น หนังเสือเต็มตัวหนึ่งผืน ราคาที่ประเทศต้นทางอาจอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท แต่เมื่อข้ามพรมแดนไปถึงประเทศปลายทาง มูลค่าจะดีดสูงขึ้นอย่างมหาศาล มีรายงานว่าบางครั้งมีการซื้อขายสูงถึง 5 ล้านบาท
และส่วนต่างที่ห่างกันลิบลับขนาดนี้ กลายเป็นแรงจูงใจหลักที่ทำให้ผู้กระทำความผิดยอมเสี่ยงทำผิดกกฎหมาย เพราะเงินจำนวนนี้สามารถ "เปลี่ยนชีวิต" พวกเขาได้เช่นกัน
ความท้าทายใหญ่ของการปราบปรามในปัจจุบันคือ ขบวนการค้าสัตว์ป่าได้พัฒนารูปแบบไปไกลกว่าการดักซุ่มในป่า เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือหลักในการขยายเครือข่าย ทั้งการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีระบุตำแหน่งทรัพยากรธรรมชาติ
นี่คือเกมการไล่ล่าที่ตำรวจต้องก้าวให้ทัน เพราะเมื่อวิธีการเดิมถูกสกัดกั้น กลุ่มผู้กระทำความผิดจะหาช่องทางใหม่ๆ บนโลกออนไลน์เพื่อดำเนินกิจการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ในปัจจุบัน การล่าเสือจากป่าธรรมชาติทำได้ยากขึ้นมากเนื่องจากระบบป้องกันที่เข้มงวด ทำให้กลุ่มอาชญากรเบนเข็มไปที่ "เสือในกรงเลี้ยง" ซึ่งการจะนำออกมาได้นั้นต้องอาศัยการร่วมมือกันเป็นกระบวนการของคนจำนวนมาก
ข้อมูลการจับกุมในอดีต เช่น กรณีที่จังหวัดหนองคาย หรือกรณีลูกเสือจากเขตชายแดนไทย-เมียนมา (แถว KK Park) แสดงให้เห็นว่าการค้าสัตว์ป่าไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่บ่อยครั้งที่ หนังเสือและลูกเสือถูกตรวจยึดพร้อมกับยาไอซ์
สอดคล้องกับข้อมูลจากอินเตอร์โพล (Interpol) และ UNODC ที่ระบุว่า การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการค้าอาวุธสงคราม ทั้งหมดนี้คือเครือข่ายอาชญากรรมที่มีเส้นทางการเงินสายเดียวกัน พวกเขาลักลอบส่งยาเสพติดและขนสัตว์ป่ากลับไปในเที่ยวเดียวกัน เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงและใช้ช่องทางเดียวกันในการกระจายสินค้า
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ขบวนการนี้ยังคงแข็งแกร่งคือ "อัตราโทษ" แม้จะเป็นกลุ่มอาชญากรรมเดียวกัน แต่โทษของการค้าสัตว์ป่านั้นน้อยกว่าการค้ายาเสพติด สิ่งนี้ทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลกำไรระดับเปลี่ยนชีวิต
ตราบใดที่รอยโหว่ทางกฎหมายยังไม่ถูกปิด และมูลค่าในตลาดมืดยังคงสูงลิ่ว การต่อสู้เพื่อปกป้องเจ้าป่าเหล่านี้จึงยังคงเป็นสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น และต้องการพลังจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและส่งต่อเสียงเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน