จากกรณีมีข่าวว่า ชาวบ้านตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เข้าไปหาอึ่งในพื้นที่ป่า แล้วพบทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธครบมือ ประมาณ 10 นาย อยู่ในเขตแดนฝั่งไทย ชาวบ้านจึงทิ้งรถจักยานยนต์ไว้แล้วรีบวิ่งหลบหนี ก่อนจะได้ยินเสียงปืนจากฝั่งทหารกัมพูชาดังขึ้น 1นัด แต่โชคดีที่หนีออกมาได้ก่อน
ซึ่งต่อมา พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิดของชาวบ้าน กลุ่มคนที่เห็นแท้จริงเป็นคนไทยที่เข้าไปหาของป่าเช่นเดียวกัน แต่พูดภาษากัมพูชา
ซึ่งหลังจากโฆษกชี้แจงกรณีดังกล่าว ปรากฏว่า ครอบครัวของชาวบ้านคนนี้ ออกมาโต้แย้งทันที ยืนยันว่ากลุ่มคนที่เจอเป็นทหารกัมพูชาจริงๆ คนหาอึ่งเป็นทหารพรานเก่ารู้ดีว่าภาษาที่ทหารกัมพูชาพูดกับคนไทยพูดเขมรต่างกัน พร้อมบอกด้วยว่าผิดหวังกับ พลตรี วินธัย ที่ออกมาพูดชี้แจงแบบนั้น
ล่าสุดทีมข่าวพีพีทีวีได้สอบถามพลตรี วินธัย กรณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยบอกว่า กลุ่มคนที่ชาวบ้านเห็นในวันเกิดเหตุนั้น ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันว่าเป็นทหารกัมพูชาจริงหรือไม่ เพราะในที่เกิดเหตุมีเฉพาะชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จริง ส่วนหลังเกิดเหตุทั้งตำรวจและทหารได้ เข้าไปตรวจสอบพื้นที่แต่ก็ไม่พบกลุ่มคน เจอเพียงรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านเท่านั้น
ขณะเดียวกันในภาพของความมั่นคงบริเวณดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ตั้งฐานทางทหารอยู่แล้ว การที่ชาวบ้านเจอกลุ่มคนบริเวณนั้น จึงไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้าพื้นที่ / เป็นคนแต่งกายคล้ายทหาร / เป็นคนไทยหรือกัมพูชา ตรงนี้ไม่มีใครสามารถยืนยันได้
ส่วนที่ตนเองออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มคนที่เห็นเป็นคนไทยที่พูดภาษาเขมรได้นั้น ก็มาจากการรายงานเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน ของหน่วยทหารที่รับผิดชอบบริเวณนั้น ซึ่งทางหน่วยยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวไม่มีฐานทหารกัมพูชาตั้งอยู่ ตนเองจึงรายงานตามที่หน่วยแจ้งไปโดยที่ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งส่วนนี้ต้องขออภัยด้วย พร้อมย้ำว่าชาวบ้านเป็นคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ดังนั้นต้องยึดถือข้อมูลจากชาวบ้านไว้ก่อนอันดับแรก ว่ากลุ่มคนที่เจออาจเป็นทหารกัมพูชา
“ฝั่งชาวบ้านเขาก็ติดใจเรื่องของการแถลงที่บอกว่าไม่น่าจะใช่ทหารกัมพูชา บอกไปแล้วเพราะว่าตอนนั้นมันเป็นข้อมูลซึ่งปัจจุบันทันด่วน ทางหน่วยเห็นว่าตรงนั้นไม่มีทหาร ไม่มีฐานทหารของกัมพูชาอยู่ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ ก็เป็นไปได้นะครับ ตอนนี้เราก็ยืนยันใหม่ว่า ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากความเร็วหรือข้อมูลมันไม่สมบูรณ์ที่หน่วย เพราะว่าจริงๆเป็นข้อมูลที่หน่วยให้มา อาจจะรีบร้อนนะ เมื่อมันยืนยันไม่ได้ก็ต้องย้อนกลับไปใหม่งั้นก็เหลือแต่ข้อมูลของชาวบ้านอย่างเดียวนะครับ”
พลตรี วินธัย บอกว่าบริเวณจุดเกิดเหตุก่อนหน้านี้ไม่ใช่พื้นที่เป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา การตรวจความปลอดภัยอาจจะไม่ได้ถี่มากนัก แต่หลังจากนี้เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น คงต้องจัดกำลังตรวจตราพื้นที่เพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันเหตุลักษณะแบบนี้อีก