จากกรณีการตรวจพบคลังอาวุธสงครามจำนวนมากในที่พักของ "หมิงเฉิน ซัน" ชาวจีนที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในจังหวัดชลบุรี ล่าสุด พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในรายการเปิดโต๊ะข่าว เพื่อชี้แจงความคืบหน้าของคดีและความเชื่อมโยงของกรณีดังกล่าวกับอาชญากรรมข้ามชาติ
พล.ต.ท. ไตรรงค์ ยืนยันจากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางดิจิทัล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เส้นทางการเงินทั้งธนาคารและคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงประวัติการเดินทางระหว่างประเทศว่า
ไม่พบหลักฐานบ่งชี้ว่า หมิงเฉิน ซัน มีเป้าหมายจะก่อวินาศกรรมต่อประชาชนหรือสถานที่ในประเทศไทย
จากข้อมูลที่พบ สามารถชี้ชัดว่านายหมิงมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา รวมถึงมองว่าอาวุธที่รวบรวมไว้มีเป้าหมายเพื่อใช้จัดการกับกลุ่มขัดแย้งในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า
พล.ต.ท. ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พฤติกรรม นายหมิง อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยใช้สิทธิ์วีซาระยะยาวพิเศษ หรือ Privilege Visa ที่ได้ยื่นขอไว้ และมักเดินทางไปต่างประเทศก่อนจะกลับมาพักที่ไทยเสมอ ยืนยันว่าจากข้อมูลพบมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ในกัมพูชา
พล.ต.ท. ไตรรงค์ กล่าวว่า แม้จะยังต้องขยายผลถึงระดับชั้นในองค์กรอาชญากรรม แต่ตำรวจเชื่อมั่นว่า หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่ระดับล่างหรือ "บัญชีม้า" แต่เป็นตัวการสำคัญที่มีหน้าที่ประสานงานและจัดหาอาวุธ เพื่อเตรียมการขนย้ายไปกัมพูชา โดยอาศัยความสะดวกสบายและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นจุดพักและรวบรวมของ
ในส่วนของที่มาอาวุธ โฆษก ตร. ระบุว่ามีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไปแล้วหลายราย เช่น ปืนสั้น เป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง แต่ถูกนำมาจำหน่ายต่อโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ปืนสงคราม M4 มีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหาแล้ว 5 ราย ซึ่งทำหน้าที่ร่วมกันจัดหาอาวุธกระบอกนี้ โดยมีการขูดลบเลขรหัสเพื่ออำพรางที่มา ขณะที่วัตถุระเบิดและ C4 ตรวจพบว่ามาจากหลายแหล่งในตลาดมืด เช่น จากเมียนมา และบางส่วนเป็นระเบิดเก่าที่ผลิตในสมัยสงครามเกาหลี ซึ่งไม่ใช่อาวุธที่มีใช้ในหน่วยราชการไทยทั่วไป
ปมบัตรประชาชนและช่องโหว่ทางราชการ โฆษก ตร. กล่าวว่า นายหมิงถือ "บัตรสีชมพู" ที่ออกให้โดยถูกต้องตามระบบ แต่มีกระบวนการได้มาที่ไม่ถูกต้องจากการแจ้งข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะการนำชื่อเข้าทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าของบ้านตัวจริงได้ออกมายอมรับแล้วว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอาชญากรพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและซ่อนเร้นตัวตน
พล.ต.ท. ไตรรงค์ กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก ผบ.ตร. ได้สั่งการมาตรการเร่งด่วน 3 ระยะ ระยะเร่งด่วน 3 เดือน ปูพรม "สแกนเอ็กซเรย์" พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่หนาแน่น โดยมี สตม. เป็นเจ้าภาพหลักประสานตำรวจพื้นที่
ระยะกลาง 6-9 เดือน จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ ปปง. เพื่อตรวจสอบการประกอบธุรกิจและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างละเอียดทุกจังหวัด และระยะยาว เชื่อมโยงฐานข้อมูลคนต่างชาติเข้ากับระบบ POLIS ของตำรวจเพื่อให้การตรวจสอบและติดตามบุคคลที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังทำได้แบบเรียลไทม์และมีประสิทธิภาพ
พล.ต.ท. ไตรรงค์ ทิ้งท้ายว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่เปิดรับการท่องเที่ยวและมีความสะดวกสบาย แต่เหตุการณ์ "หมิงเฉิน" จะถูกใช้เป็นกรณีศึกษาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเข้มงวดของระบบคัดกรองบุคคลต่างชาติ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ