นายอุม สมอาน นักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชา ได้โพสต์ภาพเอกสาร ที่ระบุว่า เป็นกฤษฎีกาของนายลอน นอล อดีตรัฐมนตรีกลาโหม และรองนายกฯในรัฐบาลเจ้านโรดม สีหนุ ปี พ.ศ. 2515 ที่ แสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูดเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา หากอ้างอิงตามกฤษฎีกาเลขที่ 439-72-บ.ซ.ข.ว่าด้วยการกำหนดแนวเขตไหล่ทวีปทางทะเลของกัมพูชา ลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 และแผนที่แนบท้าย ซึ่งเป็นภาคผนวกของรัฐบาลสาธารณรัฐกัมพูชา ในยุคของนายลอน นอล
ซึ่งได้ยืนยันว่า พื้นที่ทางทะเลที่ทับซ้อนกันขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา โดยแต่เพียงผู้เดียว และอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเกาะกูดก็เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา และอ้างว่า แผนที่นี้ยังยืนยันอีกว่า เกาะฟูก๊วกของเวียดนาม เป็นของกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งตามกฤษฎีกานี้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา โดยแต่เพียงผู้เดียว
ขณะที่ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีที่ไทยตอบเข้าร่วมกระบวนการประนอมเกี่ยวกับข้อพิพาทในการกำหนดเขตทางทะเลภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS
โดยระบุว่า สืบเนื่องเมื่อ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือถึงกัมพูชาตอบรับเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับอย่างเป็นทางการ ตามที่ฝ่ายกัมพูชามีหนังสือแจ้งริเริ่มกระบวนการฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือไปถึงกัมพูชา ประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ ไทยแจ้งย้ำวัตถุประสงค์ของไทยในกระบวนการนี้ว่าเป็นไปเพื่อ “กำหนดเขตทางทะเลเท่านั้น” และได้แจ้งการแต่งตั้งตัวแทนของไทย 2 คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนไทยในกระบวนการประนอม และได้แจ้งชื่อผู้ประนอม 2 คนที่ฝ่ายไทยเป็นคนเลือกแต่งตั้ง
โดยคณะกรรมาธิการประนอมอาจใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ในการจัดทำรายงาน รวมไปถึงการจัดหารือและเจรจา เพื่อรับทราบมุมมอง 2 ประเทศที่จะตีความกฎหมายในเรื่องข้อพิพาษทางทะเล และรวมเป็นข้อเสนอแนะให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาต่อไป
ย้ำว่าข้อเสนอแนะดังกล่าว ไม่มีผลผูกพันธ์ทางกฎหมาย แต่ให้เป็นแนวทางให้ประเทศคู่กรณีใช้เป็นพื้นฐานในการหาข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายต่อไป กลับมาสู่แนวทางที่ฝ่ายไทยเสนอมาตั้งแต่ต้นคือ การเจรจาทวิภาาคี
และการประนอมนั้นไม่ใช่การขึ้นศาล รวมไปถึงผู้ประนอมไม่ใช่ทนายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและเป็นคนกลางที่น่าเชื่อถือที่เข้าใจบริบทของข้อพิพาทที่พยายามหาจุดสมดุลระหว่าง 2 ฝ่าย ดังนั้นผลลัพธ์ของการประนอมจึง ไม่ใช่คำพิพากษา แต่เป็นข้อเสนอแนะที่ทุกฝ่ายยอมรับได้