กรณีแอร์โฮสเตสชาวไทยถูกจับกุมพร้อมเฮโรอีนที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จนเกิดกระแสตั้งคำถามในสังคมว่า หากผู้ต้องหาอ้างว่าถูก "ยัดไส้" ยาเสพติด จะสามารถต่อสู้คดีได้หรือไม่ และรัฐบาลไทยจะให้ความช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้สัมภาษณ์อธิบายว่า คดีดังกล่าวอยู่ภายใต้อำนาจของศาลออสเตรเลียโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความผิดเกิดขึ้นในดินแดนออสเตรเลีย จึงเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมออสเตรเลียในการดำเนินคดี
ขณะที่ ผู้ต้องหาจะต้องใช้ทนายความในออสเตรเลีย ส่วนรัฐบาลไทยไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลียได้ แต่สามารถให้ความช่วยเหลือในด้านสิทธิทางกงสุลเท่านั้น
นายวีรพัฒน์มองว่า โดยส่วนตัวประเมินว่าคดีนี้ "รอดยาก" แต่ผู้ต้องหาจะได้รับโทษจำคุกนานเพียงใด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลออสเตรเลีย ซึ่งจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงสถานที่เตรียมการ สถานที่กระทำความผิด และสถานที่ที่ความผิดสำเร็จหรือก่อให้เกิดผล
ทั้งนี้ หลักกฎหมายข้อแรก คือ หลักดินแดน เมื่อมีการนำยาเสพติดเข้าสู่ประเทศออสเตรเลียจนความผิดเกิดขึ้นในดินแดนออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียย่อมมีอำนาจดำเนินคดีอาญาได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นคนไทย จึงเข้าหลัก หลักสัญชาติ ซึ่งกฎหมายไทยถือว่าความเป็นคนไทยติดตัวไปทุกแห่ง ทำให้ประเทศไทยสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายอาญาได้ในบางกรณี แม้การกระทำจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ
นายวีรพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาในออสเตรเลียแล้ว เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย ก็ยังมีโอกาสถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้อีก โดยระดับโทษจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
สำหรับสิทธิของผู้ต้องหา นายวีรพัฒน์ระบุว่า ไม่ว่าผู้ต้องหาจะถือสัญชาติใด ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมายสากล ทั้งสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในการมีทนายความ และสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม พร้อมมองว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล โดยเจ้าหน้าที่กงสุลสามารถเข้าเยี่ยม ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย ประสานหาทนายความในออสเตรเลีย และติดตามให้ผู้ต้องหาได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน
ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋าเป็นยาเสพติด นายวีรพัฒน์อธิบายว่า การอ้างว่า "ไม่รู้ว่าการกระทำเป็นความผิด" ไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ได้ แต่หากอ้างว่า "ไม่รู้ว่าสิ่งของที่ครอบครองเป็นยาเสพติด" จะเป็นประเด็นเรื่องเจตนา ซึ่งศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีข้อสันนิษฐานว่าผู้เดินทางต้องรับผิดชอบต่อสัมภาระของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้ถือกระเป๋าผ่านด่านตรวจด้วยตนเอง อีกทั้งในกรณีที่รับฝากสัมภาระจากผู้อื่น ก็ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งของถูกกฎหมายทั้งหมด
ดังนั้น ผู้ต้องหาจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด หรือมีเหตุอันควรเชื่อโดยสุจริตว่าไม่ได้ลักลอบขนยาเสพติด เช่น เป็นกระเป๋าของตนเองที่จัดสัมภาระเอง แต่มีบุคคลอื่นแอบนำยาเสพติดมายัดใส่โดยไม่รู้ตัว
ส่วนความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลีย หากคดีขยายผลไปถึงเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ นายวีรพัฒน์ระบุว่า ทั้งสองประเทศสามารถประสานงานร่วมกันได้ผ่านกรอบความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล พยานหลักฐาน และประสานการสืบสวน โดยดำเนินการผ่านหน่วยงานกลาง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานอัยการ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลไทยจะสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาผ่านช่องทางกงสุล และให้ความร่วมมือกับออสเตรเลียในการสืบสวนได้ แต่ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลียได้ เนื่องจากศาลออสเตรเลียยังคงมีอำนาจพิจารณาคดีและพิพากษาลงโทษตามกฎหมายของประเทศตนเอง