พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายลักลอบขนเฮโรอีนข้ามชาติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกรณีของ น.ส.มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด ที่ถูกทางการออสเตรเลีย จับกุมตัวเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลในขบวนการได้ตั้งแต่ต้นทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จนเข้ามาถึงประเทศไทย กลางทางคือผู้รับหิ้ว และปลายทางในต่างประเทศ
โดยคดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับ 2 คดีใหญ่ คือ
1. คดีจับกุมตรวจยึดเฮโรอีน 4 จุด ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเตรียมส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน
2. คดีของแอร์โฮสเตส "มีนา" โดยตรง
ซึ่งพบว่าทั้ง 2 คดี มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นทางยาเสพติดจาก สปป.ลาว และปลายทางที่ประเทศออสเตรเลีย มีความสัมพันธ์กัน ทั้งยังมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเป็นเครือข่าย และใช้กลุ่มบุคคลเดียวกันในการขนส่ง ล่าสุดอย่างที่ทราบว่าดีเอสไอได้มีการรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ในกรณีของการขยายผลตรวจสอบเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ
และในวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. 2569 ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีดีเอสไอ จะนำพนักงานสอบสวน ประชุมร่วมกับ ป.ป.ส. เพื่อหารือวางแนวทางร่วมกัน คาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า จะได้ออกหมายจับบุคคลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 2 ราย ที่เป็นตัวการหลัก ซึ่งมีทั้งคนโอนเงิน เจ้าของยาเสพติดระดับพื้นที่ ส่วนจะเป็นคนเดียวกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Rose Rose” หรือไม่ มองว่าอาจมีข้อจำกัดเรื่องบัญชีอวตารอยู่ ซึ่งกำลังพิสูจน์ทราบทุกข้อมูลเบาะแส แต่ยังไม่ขอยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งอยู่ในขั้นนำข้อมูลตรงนี้ไปติดตามขยายผลอยู่
เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการหารือกับออสเตรเลียนั้น เรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ ส่วนผู้ต้องหาชาวไทยและสามีภรรยาชาวลาวที่ถูกจับกุมใน จ.เลย รวมถึงนายอุทัย ผู้ที่นำพัสดุไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโด ย่านบางนา ก็มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันที่ว่าจ้าง น.ส.มีนา ให้ลำเลียงเฮโรอีน และมีเป้าหมายจะว่าจ้างกลุ่มแอร์โฮสเตสรายอื่น ๆ อีก ในการนำเฮโรอีนไปยังออสเตรเลีย แม้วิธีการนำยาเสพติดเข้าประเทศไทยจากประเทศเพื่อนบ้านจะแตกต่างกัน แต่ผู้รับหิ้ว ผู้รับฝาก และผู้รับปลายทางเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการดังกล่าวใช้ทั้งลูกเรือสายการบิน และประชาชนทั่วไปที่รับจ้างหิ้วยาเสพติดเป็นอาชีพ โดยมีการว่าจ้างเป็นกิจจะลักษณะ
เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ฝากเตือนไปยังนักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้งว่า ขบวนการค้ายาเสพติดไม่เลือกเหยื่อว่าจะประกอบอาชีพใด หากต้องการหารายได้จากการรับจ้างหิ้วสัมภาระ ผ่านการขายน้ำหนักกระเป๋า ก็มีโอกาสถูกหลอกใช้ได้ทุกคน จึงไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้ได้ หากพบว่าสิ่งของที่ได้รับฝากมีลักษณะผิดปกติ ควรรีบนำไปแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพราะหากถูกตรวจพบยาเสพติดภายหลัง จะไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่าไม่ทราบเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้.