ประเทศไทยสร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในวงการบรรพชีวินวิทยา หลังทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามค้นพบไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาวชนิดใหม่ของโลกจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" (Uragasaurus kalasinensis) นับเป็นไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ที่ค้นพบในประเทศไทย และเป็นไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริด (Mamenchisauridae) ชนิดแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดใหม่นี้ถูกค้นพบจากหมวดหินภูกระดึง กลุ่มหินโคราช บริเวณแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีอายุราว 150 ล้านปี อยู่ในช่วงปลายยุคจูแรสซิก โดยผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ทางทีมนักวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ตามชื่อสกุล "Uragasaurus" จากคำว่า "อุรค" (Uraga) ในภาษาสันสกฤต ซึ่งหมายถึง "งู" หรือ "ผู้เคลื่อนที่ด้วยอก" ผสานกับคำว่า "saurus" จากภาษากรีกที่แปลว่า "กิ้งก่า" หรือ "สัตว์เลื้อยคลาน" เพื่อสะท้อนลักษณะเด่นของไดโนเสาร์กลุ่มนี้ที่มีลำคอยาวเป็นพิเศษ ชวนให้นึกถึงงูหรือพญานาค
ขณะที่ชื่อชนิด “kalasinensis” ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดกาฬสินธุ์ พื้นที่ที่ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ นับเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของไดโนเสาร์คอยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการศึกษาตัวอย่างต้นแบบซึ่งเป็นกระดูกสันหลังส่วนลำตัว ร่วมกับชิ้นส่วนกระดูกอื่นที่พบในบริเวณเดียวกัน นักวิจัยได้นำเทคโนโลยี CT Scan มาใช้วิเคราะห์โครงสร้างภายในของกระดูก ก่อนพบลักษณะเฉพาะหลายประการที่ไม่เคยปรากฏในไดโนเสาร์ชนิดใดมาก่อน โดยเฉพาะโครงสร้างโพรงอากาศภายในกระดูกที่มีลักษณะคล้ายรวงผึ้ง ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก
ไดโนเสาร์กลุ่มมาเมนชิซอริดมีจุดเด่นอยู่ที่ลำคอซึ่งยาวเป็นพิเศษ มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มไดโนเสาร์คอยาวที่โดดเด่นที่สุดของโลก ก่อนหน้านี้หลักฐานส่วนใหญ่พบในประเทศจีน การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อกว่า 150 ล้านปีก่อน ไดโนเสาร์กลุ่มดังกล่าวเคยกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือประเทศไทยด้วย
แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์แล้วมากกว่า 6,000 ชิ้น จากชั้นหินหมวดหินภูกระดึง ซึ่งสะสมตัวในสภาพแวดล้อมของแม่น้ำโบราณ ที่ราบน้ำท่วมถึง และทะเลสาบรูปแอกเมื่อประมาณ 150 ล้านปีก่อน
นอกจากอุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิสแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งค้นพบไดโนเสาร์ลำดับที่ 13 ของประเทศไทยอย่าง มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส (Minimocursor phunoiensis) รวมถึงซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์กินเนื้อ เต่า จระเข้ ปลาฉลามน้ำจืด ปลาปอด ปลากระดูกแข็ง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลานบินได้อีกหลายชนิด ทำให้ภูน้อยเปรียบเสมือน "หน้าต่างแห่งอดีต" ที่เผยให้เห็นระบบนิเวศของประเทศไทยในช่วงปลายยุคจูแรสซิกได้อย่างชัดเจน
การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มรายชื่อไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย แต่ยังตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยาที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน การค้นพบครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ฟอสซิลเพียงชิ้นเดียวก็สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ กระดูกสันหลังเพียงชิ้นเดียวที่ถูกค้นพบจากภูน้อย ได้กลายเป็นต้นแบบของอุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส และนำไปสู่การจำแนกไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก ตอกย้ำว่าซากดึกดำบรรพ์ทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการอนุรักษ์ เพราะอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาประวัติศาสตร์โลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน
นอกจากนี้ กรมทรัพยากรธรณียังระบุว่า ประเทศไทยยังมีแหล่งซากดึกดำบรรพ์อีกหลายแห่งที่รอการสำรวจและศึกษาวิจัย ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของวงการไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่เพิ่มเติมในวันข้างหน้า และสามารถช่วยเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและประวัติศาสตร์ของโลกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น