รวบแล้ว 32 ราย! ล่าอีก 3 ราย แก๊งกุมารจีนสวมสิทธิ์แจ้งเกิด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รวบแล้ว 32 ราย! ล่าอีก 3 ราย แก๊งกุมารจีนสวมสิทธิ์แจ้งเกิด เร่งขยายผลเจ้าหน้าที่รัฐ - รพ.

นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการคณะทำงานเฉพาะกิจปราบปรามภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง เปิดเผยความคืบหน้า กรณีการกวาดล้างขบวนการ "กุมารจีน" หรือ แก๊งสวมสิทธิ์แจ้งเกิดบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ว่าเจ้าหน้าที่​ควบคุมตัวได้แล้ว 32 ราย จากทั้งหมด 35 หมายจับ

โดยผู้ต้องหาที่จับกุมได้จะถูกนำตัวไปสอบปากคำที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง และจ่ายเงินจำนวนเท่าใด 

จากนั้น จะพิมพ์ลายนิ้วมือและส่งฝากขังต่อศาลฯ โดยทางพนักงานสอบสวนได้ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทุกคน เนื่องจากพบว่าพฤติการณ์ของกลุ่มแม่ชาวจีนเริ่มไหวตัวทัน และนำลูกหลบหนีออกจากที่พักอาศัย

​สำหรับกรณีกลุ่มทุนจีนรายสำคัญอย่าง “นายเฉิน ยินไล” เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ถูกตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.) จับกุมไปแล้วตั้งแต่ปี 2567 ในคดีฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนขยายผลจากการโอนเงินให้จนพบภรรยาคือ “นางเป้าเจียว” ได้หลบหนีไปต่างประเทศ พร้อมกับลูก 3 คน นานแล้ว โดยในเคสของ “นางเป้าเจียว” มีชายชาว จ.ลำปาง ทำหน้าที่เป็น "พ่อทิพย์" ซึ่งถูกจับดำเนินคดีไปแล้วตั้งแต่ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกรครั้งก่อนแล้ว

ส่วนรายชื่อบุคคลอื่น ๆ เช่น นาย ป. คาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่ม "พ่อทิพย์" ที่ทำหน้าที่รับรองบุตรบังหน้าให้กับครอบครัวชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างละเอียด เนื่องจากพบพฤติการณ์ของพ่อทิพย์บางราย รับรองบุตรข้ามครอบครัวและสวมสิทธิ์ให้เด็กมากกว่า 1 คน

​พร้อมเล็งขยายผลโรงพยาบาล 4-5 แห่ง เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักเครือข่ายทุนจีน เจ้าหน้าที่พบเบาะแสสำคัญ โดยบางบ้านตรวจสอบพบเด็กที่ไม่ได้มีชื่อในฐานข้อมูลเดิม และเมื่อขยายผลจึงพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกแจ้งเกิดในโรงพยาบาลแห่งอื่น ๆ นอกเหนือจากที่เคยเป็นข่าว เบื้องต้นพบรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าข่ายต้องสงสัย 4-5 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างให้ฝ่ายระบบดึงข้อมูลมาตรวจสอบว่า มีคู่ที่เป็นพ่อทิพย์ (ชายไทย) กับแม่จีนมาแจ้งเกิดในโรงพยาบาลเหล่านี้เป็นจำนวนเท่าใด​

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการของโรงพยาบาลว่า ตามปกติการซื้อแพ็กเกจคลอด และการแจ้งเกิดจะต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร และการแสดงตัวตนของบิดา-มารดา อย่างเข้มงวด แต่เคสเหล่านี้กลับไม่มีการปรากฏตัวของบิดาในกระบวนการคลอดจริง แต่กลับมีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตรอย่างน่าสงสัย

ส่วนประเด็นที่ทางครอบครัวของ นางสาว ศ. ให้สัมภาษณ์สื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่ถูกดำเนินคดีอาจเป็นเพียง "แพะรับบาป" เนื่องจากทำหน้าที่ออกสูติบัตรตามเอกสารที่ยื่นมาครบถ้วน นายรัฐวิช ระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจ และตรวจสอบความถูกต้องของคำร้องอย่างละเอียด แต่จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกลับปล่อยปละละเลย นำเอกสารทั้งหมดไปให้บุคคลภายนอกคือ นางสาว ส. เป็นผู้ดำเนินการจัดการแทนทั้งหมด ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่รายสองราย แต่พบในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมาก จึงเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจอย่างแน่นอน โดยจะมีการไล่ตรวจสอบการทำงานและระบบการรับคำร้องของเขตอย่างละเอียด เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม

ขณะที่จากข้อมูลชุดทำคดียืนยันว่า หลังหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการกุมารจีน ออกแล้ว 35 หมาย ล่าสุดจับได้แล้ว 32 คน เหลือ 3 คน ซึ่งพบว่า มี 1 คน หนีไปต่างประเทศแล้ว (นางเป้าเจียว) ส่วนอีก 2 คน กำลังตามจับกุม

ส่วนประเด็นการขยายผลที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 5 แห่ง และเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่นจะมีใครผิดเพิ่มหรือไม่ ชุดทำคดีระบุว่า ส่วนของเจ้าหน้ารัฐย่านฝั่งธนบุรี ยังพบความผิดชัดเจนที่คนเดียว แต่หากพบว่ามีใครร่วมกระทำความผิดอีกก็จะขยายผลต่อ รวมถึงโรงพยาบาลอื่น ๆ วันพรุ่งนี้ในที่ประชุมหลายหน่วยงานจะมีความชัดเจน เนื่องจากฐานข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ กรมการปกครอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ เวลา 13.30 น. จะมีการประชุมของ 6 หน่วยงาน ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 โดยหน่วยงานที่จะเข้าร่วมประชุมประกอบด้วยตำรวจ กรมการปกครอง,กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ, ป.ป.ช. ,ปปง. และ ป.ป.ท.

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาว่าเข้าข่าย "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" หรือไม่ รวมถึงการวางแนวทาง และมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการกับเคสลักษณะเดียวกันอีกหลายร้อยเคส ที่รอการขยายผลต่อไปในอนาคตสูง

ขณะที่ หลานสาวของหนึ่งในผู้ต้องหาคดีพ่อทิพย์ นำข้าวกล่องและน้ำดื่มมาเยี่ยม พร้อมเปิดเผยกับสื่อมวลชนสั้น ๆ ว่า เป็นห่วงและรู้สึกสงสาร เชื่อว่าลุงอาจไม่รู้เรื่องกับขบวนการนี้ หรืออาจถูกนายจ้างหลอกให้เซ็นรับรอง เพราะปกติลุงของตนทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่บริษัทแห่งหนึ่ง และขับจักรยานยนต์รับจ้างเป็นอาชีพเสริม  จึงไม่ค่อยได้กลับมาบ้าน แต่ตนก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ก่อนหน้านี้ลุงไปมีความเกี่ยวข้องกับคนจีนหรือไม่ และไม่กล้าถามเพราะกลัวลุงเครียดไปมากกว่านี้

โดยยอมรับว่าตอนนี้ทางครอบครัวรู้สึกเครียด เป็นกังวลเกรงว่าจะไม่ได้รับการประกันตัว ถึงแม้ว่าจะเตรียมหลักทรัพย์ไว้จำนวนหนึ่งแล้ว แต่ต้องมาปรึกษากันอีกครั้งหากต้องใช้เงินประกันจำนวนมาก ซึ่งหากต้องใช้เงินประกันมาก ครอบครัวก็อาจต้องไปหากู้ยืมเงินเพื่อมาประกันตัวลุง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ