บรรยากาศที่ สน.บางยี่เรือ หลังจากที่ตำรวจได้ขยายผล กวาดล้างขบวนการ “ถอดเกล็ดมังกร” ที่จับกุมพ่อไทย(ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว โดยที่ สน. ตำรวจจับกุมทั้งหมด 19 คน แบ่งเป็นพ่อทิพย์ 10 คน หญิงจีน 7 คน และ น.ส.สุ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และ น.ส.ศิ นายทะเบียนสำนักงานการเขต โดยตอนนี้ตำรวจกำลังติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลือ
ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ ลูกสาวของนายองอาจ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีเครือข่าย “พ่อทิพย์” ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการกุมารจีน เดินทางเข้าเยี่ยมบิดา
โดยลูกสาวของนายองอาจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา หลังบิดามีภรรยาใหม่ ซึ่งทำงานอยู่ย่านสำเพ็ง โดยภรรยาเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับหญิงชาวจีนชื่อ “นางหลี่เหย่น” ก่อนจะชักชวนให้ไปลงนามจดทะเบียนสมรสกับหญิงคนดังกล่าว ขณะที่ตนเองยังเด็ก จึงไม่ทราบเหตุผลของการจดทะเบียนในครั้งนั้น
ลูกสาว ระบุอีกว่า ภายหลังได้สอบถามบิดา ซึ่งยืนยันว่าไม่ทราบรายละเอียดของเอกสาร เนื่องจากภรรยาใหม่เป็นผู้พาไปเซ็นทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน โดยบิดาอ้างว่าไม่รู้หนังสือและลงลายมือชื่อไปตามที่ถูกขอร้อง จึงไม่แน่ใจว่ามีการสอดแทรกเอกสารรับรองบุตรให้ลงนามด้วยหรือไม่ ทั้งยังได้รับค่าตอบแทนจากการลงนามเป็นเงิน 2,000 บาท
เมื่อถูกถามว่า ขณะจดทะเบียนสมรส นางหลี่เหย่นตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ ลูกสาวยืนยันว่า ขณะนั้นหญิงชาวจีนยังไม่ได้ตั้งครรภ์ และเพิ่งมีบุตรเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ทั้งคู่ก็ได้หย่ากัน แต่เธอไม่ทราบสาเหตุของการหย่า
ลูกสาว ยังเปิดเผยว่า หลังเรื่องดังกล่าวกลายเป็นคดี เธอได้สอบถามภรรยาคนไทยของบิดาในขณะนั้น แต่ได้รับคำตอบว่าไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน ทำให้ไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร กระทั่งวันนี้จึงเดินทางมายัง สน.บางยี่เรือ เพื่อขอประกันตัวบิดา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ต้องไปยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาลแทน โดยสำหรับพ่อทิพย์ ทั้งหมด โดนแจ้งในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นโดยมิชอบและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ ขณะที่ตำรวจจะคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ไปขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 11 ก.ค.นี้
ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทยอยนำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ มาพิมพ์ลายนิ้วมือ หนึ่งในนั้นคือ นายองอาจ ที่ออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือเช่นกัน ทีมข่าวจึงพยายามสอบถามถึงคดีดังกล่าว โดยนายองอาจ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ยอมจดทะเบียนสมรสกับ “หลี่เหย่น เจิ้ง” หญิงชาวจีน เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวเป็นเพื่อนของแฟนตน จึงไว้ใจและยอมช่วยเหลือ โดยอีกฝ่ายให้เหตุผลว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รับค่าจ้างจากการจดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด เมื่อถูกถามว่าทราบหรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายองอาจ ยอมรับว่า รู้สึกกลัวเช่นกัน และมองว่าตนเองเหมือนถูกบังคับให้ดำเนินการ
นายองอาจ ยังยอมรับว่า เคยลงนามรับรองบุตรให้เด็ก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของ “หลี่เหย่น เจิ้ง” กับชายชาวจีน โดยระบุว่า หลังจากจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนได้ประมาณ 5 ปีก็ได้หย่ากัน ต่อมาเมื่อหญิงชาวจีนคลอดบุตรและไม่มีผู้ใดลงนามรับรอง ญาติของหญิงชาวจีนจึงมาขอให้ตนช่วยเซ็นรับรองบุตร ซึ่งบุตรคนแรกนั้นปัจจุบันมีอายุประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่แฟนของตนในขณะนั้นรับรู้เรื่องทั้งหมด เพราะรู้จักหญิงชาวจีนในฐานะเพื่อน
นายองอาจ กล่าวว่า อยากกล่าวขอโทษต่อสังคมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า แม้ช่วงเช้าวันนี้จะยังไม่ได้พูดคุยกับลูกสาว แต่เชื่อว่าลูกสาวน่าจะทราบเรื่องแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปิดบังเรื่องต่างๆ กับลูก และคาดว่าลูกสาวคงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักหรือมีความผูกพันกับกลุ่มชาวจีนดังกล่าวเป็นการส่วนตัว และไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับหญิงชาวจีนคนนั้น ส่วนการลงนามรับรองบุตรทั้ง 2 ครั้ง นายองอาจ ระบุว่า มีบุคคลที่สามเป็นผู้ประสานเรื่องทั้งหมด โดยไปลงนามที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเป็นใคร ซึ่งเด็กทั้งสองคนคลอดที่โรงพยาบาลดังกล่าว
สำหรับค่าตอบแทน นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รับค่าจ้างในการเซ็นรับรองบุตร แต่ได้รับเพียงเงินชดเชยค่าเสียเวลาในการหยุดขับรถแท็กซี่และค่าเช่ารถ เป็นเงินสดครั้งละ 2,000 บาท โดยลงนามรับรองบุตรทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 ปี
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวนายประจวบ ที่เคยเป็นนอมินีถือหุ้นบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จากกรณีตึกสตง.ถล่ม ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายประจวบในประเด็นต่างๆ ว่า อยากชี้แจงอะไรหรือไม่, รู้จักคนจีนหรือไม่ รู้จักได้อย่างไร, ทำไมถึงยอมเซ็นรับรองบุตร, เซ็นไปแล้วกี่คน, กรณีคดีความเก่าประเด็นตึกสตง.ถล่ม เกิดขึ้นก่อนระหว่างที่จะเป็นกรรมการ, มีความกังวลหรือไม่, ทนายความสั่งห้ามพูดหรือเปล่า แต่นายประจวบไม่ได้ตอบคำถามใดๆ สื่อมวลชน
ด้านนายวิโรจน์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีรับรองบุตรโดยมิชอบ หรือ “พ่อทิพย์” เปิดเผยระหว่างถูกควบคุมตัวมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ว่า ยังไม่ขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดี และปฏิเสธตอบคำถามถึงบทบาทของตนเอง รวมถึงประเด็นว่าถูกหลอกให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายวิโรจน์ ยอมรับว่า รู้จักกับหญิงชาวจีนในฐานะ “ญาติ” และยอมรับว่าเป็นผู้ลงนามในเอกสารรับรองบุตรจริง โดยระบุว่าเซ็นเอกสารให้ เฉย ๆ เพราะเห็นว่าเป็นญาติกัน และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ แต่ไม่ตอบคำถามว่าขณะลงนามทราบหรือไม่ว่าเป็นการรับรองบุตร
นายวิโรจน์ ยังระบุว่า จำไม่ได้ว่าเริ่มเซ็นเอกสารตั้งแต่เมื่อใด แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว และยอมรับว่าเซ็นรับรองบุตรจริง แต่จำนวนกี่คนนั้น ตนจำไม่ได้ / พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคดี จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ญาติชาวจีนต้องการให้มีการรับรองบุตร นายวิโรจน์ ระบุเพียงว่า ญาติต้องการนำเด็กมาเลี้ยงในประเทศไทย และเมื่อถามย้ำว่าเพื่อให้เด็กซึ่งเป็นชาวจีนได้เข้ามาเรียนในไทยใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบรับ พร้อมระบุว่า เด็กที่นำมารับรองบุตรในขณะนั้นมีอายุประมาณ 6-7 ปี และการดำเนินการเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่จำไม่ได้ว่าดำเนินการที่สำนักงานเขตใด เวลาผ่านมานานมากจนจำรายละเอียดหลายอย่างไม่ได้ พร้อมยอมรับว่าขณะนี้มีความเครียดกับคดีที่เกิดขึ้น และตั้งใจจะยื่นขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล
ส่วนเมื่อถูกถามว่ารู้สึกตกใจหรือไม่ หลังทราบว่าคดีนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงรู้จักผู้ต้องหารายอื่นที่ถูกควบคุมตัวอยู่ด้วยหรือไม่ นายวิโรจน์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ต้องหารายนี้ทีมข่าวได้รับข้อมูลจากชุดสืบสวนเพิ่มเติมว่า จากคำให้การของผู้ต้องหารายนี้อ้างว่า ได้เซ็นรับรองบุตรไปแล้ว 4 คน จาก 2 ครอบครัว ซึ่งครอบครัวแรกที่เซ็นรับรองบุตรไป 2 คนนั้นได้บินกลับประเทศจีนไปแล้ว แต่อีกหนึ่งครอบครัวนั้นยังอยู่ที่ประเทศไทย