ช่วงนี้คำว่า "ดาวถอยหลัง" (Planet Retrograde) กลับมาเป็นกระแสบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนมากพูดถึงผลกระทบที่เชื่อมโยงกับเรื่องการงาน ความรัก การสื่อสาร ไปจนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น อุบัติเหตุครั้งใหญ่ จนหลายคนเชื่อมโยงเข้ากับช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์กำลัง "ถอยหลัง" และเกิดความสงสัยว่า แท้จริงแล้วปรากฏการณ์นี้คืออะไร และเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ในทางดาราศาสตร์ "ดาวถอยหลัง" โดยทั่วไปเป็นคำที่ใช้อธิบายเส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์บนท้องฟ้ายามค่ำคืน
โดยสัมพันธ์กับจักรราศี ดวงดาว และวัตถุอื่น ๆ บนท้องฟ้า ไม่ได้หมายความว่าดาวเคราะห์เปลี่ยนทิศทางการโคจรจริง แต่เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ดวงอื่น เมื่อโลกโคจรแซงหรือถูกดาวเคราะห์บางดวงแซง
ทำให้เมื่อสังเกตจากโลก ดาวเคราะห์จะดูเหมือนเคลื่อนที่ย้อนกลับบนท้องฟ้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะยังคงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทางเดิม แต่เป็นเพียงการเคลื่อนที่ย้อนกลับที่มองเห็นได้จากโลก (Apparent Retrograde Motion) ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของความเร็วในการโคจรของโลกและดาวเคราะห์แต่ละดวง
ในอดีต การเคลื่อนที่ลักษณะนี้เคยเป็นปริศนาของนักดาราศาสตร์ จนกระทั่ง นิโคลัส โคเปอร์นิคัส เสนอแบบจำลองที่ให้ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ซึ่งอธิบายได้ว่าการ "ถอยหลัง" ของดาวเคราะห์เป็นเพียงผลจากตำแหน่งและความเร็วในการโคจรที่แตกต่างกันของโลกกับดาวเคราะห์แต่ละดวง ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางการโคจรจริง
อย่างไรก็ตาม ในแวดวงโหราศาสตร์ กระแสที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้มีความเชื่อว่า ช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ถอยหลัง โดยเฉพาะดาวพุธที่เกิดขึ้น 3 หรือ 4 ครั้งต่อปี อาจส่งผลต่อด้านต่าง ๆ ของชีวิต เช่น การสื่อสาร การเดินทาง การตัดสินใจ หรือความสัมพันธ์ จนเกิดคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเริ่มต้นสิ่งใหม่หรือทำธุรกรรมสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว
โดยดาวแต่ละดวงจะมีความหมายแตกต่างกัน เช่น ดาวพุธมักถูกเชื่อมโยงกับการสื่อสารและเทคโนโลยี ขณะที่ดาวเสาร์เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบและบททดสอบชีวิต
แม้ความเชื่อเรื่องอิทธิพลของ "ดาวถอยหลัง" จะได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สายมูและผู้ติดตามโหราศาสตร์ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า การเคลื่อนที่ถอยหลังของดาวเคราะห์ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การใช้ชีวิตของมนุษย์ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ บนโลก
นักดาราศาสตร์ยืนยันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงภาพลวงตาจากมุมมองของผู้สังเกตบนโลก และเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการโคจรของดาวเคราะห์เท่านั้น
ถึงแม้จะไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ "ดาวถอยหลัง" ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทุกครั้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดตามโหราศาสตร์และสายมูเตลู ซึ่งมักใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสในการทบทวนการใช้ชีวิต วางแผน หรือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ขณะที่อีกหลายคนมองว่าเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่ควรใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูล และไม่ควรตื่นตระหนกเกินความจำเป็น
ที่มา: ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / BBC