เจลาโต (Gelato) เป็นภาษาอิตาลี ซึ่งมีความหมายว่า "แช่แข็ง" ซึ่งในอิตาลีเป็นคำที่ใช้เรียก ไอศกรีมทั่วไป ไม่ได้เจาะจงถึงเจลาโตแบบที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนเจลาโตในแบบที่เราคุ้นเคย หมายถึง ขนมหวานที่มีเนื้อแน่น ไขมันต่ำ จากอิตาลี
เจลาโต เป็นไอศกรีมสไตล์อิตาลีที่มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ นม ครีม และน้ำตาล ก่อนแต่งกลิ่นและรสชาติด้วยผลไม้ เมล็ดพืชบดจนเป็นครีม หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ตามสูตรของผู้ผลิต
จุดเด่นของเจลาโตคือมีปริมาณอากาศที่แทรกอยู่ในเนื้อไอศกรีมน้อยกว่าของหวานแช่แข็งชนิดอื่น จึงให้เนื้อสัมผัสที่แน่น เนียนนุ่ม และมีรสชาติเข้มข้นกว่าที่หลายคนคุ้นเคยจากไอศกรีมทั่วไป
ปริมาณน้ำตาลในเจลาโตถูกปรับให้สมดุลกับปริมาณน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อไอศกรีมแข็งตัวมากเกินไปเมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ โดยน้ำตาลที่นิยมใช้ ได้แก่ ซูโครส เดกซ์โทรส น้ำเชื่อมกลูโคส และฟรักโทส ซึ่งช่วยควบคุมระดับความหวานไม่ให้หวานจัดจนเกินไป
นอกจากนี้ การผลิตเจลาโตมักเติมสารให้ความคงตัว เพื่อช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง โดยในการผลิตเชิงพาณิชย์นิยมใช้ยางเมล็ดกวาร์
ในประเทศอิตาลี กฎหมายกำหนดให้เจลาโตต้องมีไขมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ขณะที่สหรัฐอเมริกายังไม่มีบทนิยามมาตรฐานตามกฎหมายสำหรับเจลาโต แต่มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับไอศกรีม ซึ่งต้องมีไขมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
กว่าจะพัฒนามาเป็นเจลาโตอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน ขนมหวานชนิดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นเจลาโตเป็นคนแรก เรื่องราวต้นกำเนิดส่วนใหญ่จึงอาศัยการปะติดปะต่อข้อมูลทางประวัติศาสตร์เข้ากับตำนานท้องถิ่น โดยย้อนกลับไปถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ซึ่งเริ่มมีการนำของเหลวรสหวานมาแช่ในส่วนผสมของน้ำแข็งและเกลือ จนจับตัวเป็นเนื้อครีมที่มีลักษณะคล้ายเจลาโต
เจลาโตเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในยุโรป หลังจาก ฟรานเชสโก โปรโกปิโอ เดย คอลเตลลี ชาวซิซิลี ได้นำสูตรเจลาโตมาปรับปรุงให้ถูกปากชาวยุโรปมากขึ้น ก่อนเปิดร้านคาเฟ่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1686 และจำหน่ายเจลาโตจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
ต่อมา เจลาโตได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เมื่อ โอเตลโล กัตตาบรีกา ประดิษฐ์เครื่องทำเจลาโตขึ้นในปี ค.ศ. 1927 ที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ช่วยให้การผลิตเจลาโตมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานมากขึ้น ก่อนที่ขนมหวานชนิดนี้จะได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ความแตกต่างระหว่างเจลาโต และไอศกรีม
ความแตกต่างของไขมันนม
- เจลาโต มีไขมันนม ประมาณ 4 - 9%
- ไอศกรีม มีไขมันนม ขั้นต่ำ ประมาณ 10%
อากาศที่อยู่ในเนื้อครีมระหว่างการทำ
- เจลาโต มีอากาศภายในเนื้อ ประมาณ 20 - 30% ซึ่งมีผลให้เนื้อของเจลาโตจะแน่นและเหนียวกว่าไอศกรีม
- ไอศกรีม มีอากาศภายในเนื้อ ประมาณ 50 - 100% ซึ่งมีผลให้เนื้อของไอศกรีมมีความฟูขึ้นกว่าเจลาโต
อุณหภูมิในการเสิร์ฟ
- เจลาโต เสิร์ฟที่อุณหภูมิ -11 ถึง -14 องศา ทำให้เจลาโตมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม และรสชาติโดดเด่น
- ไอศกรีม เสิร์ฟที่อุณหภูมิ -18 องศา ทำให้ได้รสชาติที่ชัดเจนกว่าเจลาโต
เนื้อสัมผัส
- เจลาโต มีเนื้อ "แน่น หนึบ เนียน"
- ไอศกรีม มีเนื้อ "ฟู เบา ครีมมี่กว่าเจลาโต"