รู้จัก "เจลาโต" ของหวานชื่อดังอิตาลี มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

รู้จัก "เจลาโต" ของหวานชื่อดังอิตาลีคล้ายไอศกรีม เนื้อแน่น นุ่ม มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี!

เจลาโต (Gelato) เป็นภาษาอิตาลี ซึ่งมีความหมายว่า "แช่แข็ง" ซึ่งในอิตาลีเป็นคำที่ใช้เรียก ไอศกรีมทั่วไป ไม่ได้เจาะจงถึงเจลาโตแบบที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนเจลาโตในแบบที่เราคุ้นเคย หมายถึง ขนมหวานที่มีเนื้อแน่น ไขมันต่ำ จากอิตาลี

เจลาโต เป็นไอศกรีมสไตล์อิตาลีที่มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ นม ครีม และน้ำตาล ก่อนแต่งกลิ่นและรสชาติด้วยผลไม้ เมล็ดพืชบดจนเป็นครีม หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ตามสูตรของผู้ผลิต

รู้จัก "เจลาโต" ของหวานชื่อดังอิตาลี มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี! ChatGPT
รู้จัก "เจลาโต" ของหวานชื่อดังอิตาลี มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี!

จุดเด่นของเจลาโตคือมีปริมาณอากาศที่แทรกอยู่ในเนื้อไอศกรีมน้อยกว่าของหวานแช่แข็งชนิดอื่น จึงให้เนื้อสัมผัสที่แน่น เนียนนุ่ม และมีรสชาติเข้มข้นกว่าที่หลายคนคุ้นเคยจากไอศกรีมทั่วไป

ปริมาณน้ำตาลในเจลาโตถูกปรับให้สมดุลกับปริมาณน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อไอศกรีมแข็งตัวมากเกินไปเมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ โดยน้ำตาลที่นิยมใช้ ได้แก่ ซูโครส เดกซ์โทรส น้ำเชื่อมกลูโคส และฟรักโทส ซึ่งช่วยควบคุมระดับความหวานไม่ให้หวานจัดจนเกินไป

นอกจากนี้ การผลิตเจลาโตมักเติมสารให้ความคงตัว เพื่อช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็ง โดยในการผลิตเชิงพาณิชย์นิยมใช้ยางเมล็ดกวาร์

ในประเทศอิตาลี กฎหมายกำหนดให้เจลาโตต้องมีไขมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ขณะที่สหรัฐอเมริกายังไม่มีบทนิยามมาตรฐานตามกฎหมายสำหรับเจลาโต แต่มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับไอศกรีม ซึ่งต้องมีไขมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

กว่าจะพัฒนามาเป็นเจลาโตอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน ขนมหวานชนิดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นเจลาโตเป็นคนแรก เรื่องราวต้นกำเนิดส่วนใหญ่จึงอาศัยการปะติดปะต่อข้อมูลทางประวัติศาสตร์เข้ากับตำนานท้องถิ่น โดยย้อนกลับไปถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ซึ่งเริ่มมีการนำของเหลวรสหวานมาแช่ในส่วนผสมของน้ำแข็งและเกลือ จนจับตัวเป็นเนื้อครีมที่มีลักษณะคล้ายเจลาโต

เจลาโตเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในยุโรป หลังจาก ฟรานเชสโก โปรโกปิโอ เดย คอลเตลลี ชาวซิซิลี ได้นำสูตรเจลาโตมาปรับปรุงให้ถูกปากชาวยุโรปมากขึ้น ก่อนเปิดร้านคาเฟ่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1686 และจำหน่ายเจลาโตจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

ต่อมา เจลาโตได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เมื่อ โอเตลโล กัตตาบรีกา ประดิษฐ์เครื่องทำเจลาโตขึ้นในปี ค.ศ. 1927 ที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ช่วยให้การผลิตเจลาโตมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานมากขึ้น ก่อนที่ขนมหวานชนิดนี้จะได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ความแตกต่างระหว่างเจลาโต และไอศกรีม

ความแตกต่างของไขมันนม

  • เจลาโต มีไขมันนม ประมาณ 4 - 9%
  • ไอศกรีม มีไขมันนม ขั้นต่ำ ประมาณ 10%

อากาศที่อยู่ในเนื้อครีมระหว่างการทำ

  • เจลาโต มีอากาศภายในเนื้อ ประมาณ 20 - 30% ซึ่งมีผลให้เนื้อของเจลาโตจะแน่นและเหนียวกว่าไอศกรีม
  • ไอศกรีม มีอากาศภายในเนื้อ ประมาณ 50 - 100% ซึ่งมีผลให้เนื้อของไอศกรีมมีความฟูขึ้นกว่าเจลาโต

อุณหภูมิในการเสิร์ฟ

  • เจลาโต เสิร์ฟที่อุณหภูมิ -11 ถึง -14 องศา ทำให้เจลาโตมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม และรสชาติโดดเด่น
  • ไอศกรีม เสิร์ฟที่อุณหภูมิ -18 องศา ทำให้ได้รสชาติที่ชัดเจนกว่าเจลาโต

เนื้อสัมผัส

  • เจลาโต มีเนื้อ "แน่น หนึบ เนียน"
  • ไอศกรีม มีเนื้อ "ฟู เบา ครีมมี่กว่าเจลาโต"

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ