ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน พลตำรวจตรี เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เรียกประชุม ตำรวจชุดคลี่คลายคดี ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพื่อติดตามความคืบหน้าการสอบสวนพยาน โดยมีรายงานว่า ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวน 3 กลุ่ม
- กลุ่มที่ 1 ผู้บาดเจ็บ
- กลุ่มที่ 2 พนักงานประจำร้าน
- กลุ่มที่ 3 เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจตุจักร ผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ
ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ได้กำชับในที่ประชุมว่าคดีนี้ อยู่ในความสนใจของประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านมาตรการดูแลความปลอดภัยของสถานประกอบการ และความเชื่อมั่นมาตรการควบคุมสถานประกอบการของภาครัฐ อีกทั้งเหตุการณ์นี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก พร้อมย้ำการทำคดีของพนักงานสอบสวนต้องละเอียดรอบคอบและรัดกุม เพื่อพิสูจน์ความผิดดำเนินคดีตามกฎหมาย กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 กล่าวภายหลังการประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมงว่า เป็นการประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบปากคำพยานที่เรียกสอบไปแล้วก่อนหน้านี้ และมาดูพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่รวบรวมได้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ว่ามีตรงส่วนไหนที่ยังขาดอยู่ หรือยังต้องไปติดตามมา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนในการจะพิสูจน์ความผิด เพราะคดีนี้เป็นความผิดอาญา มีใครเป็นผู้กระทำผิดบ้าง เบื้องต้นสอบปากคำ 150 ปาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต กลุ่มพยานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ รวมถึง พยานฝั่งผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะนี้ยังคงเป็นความผิดฐานกระทำการประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัสและความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ส่วนใครจะเป็นผู้ถูกดำเนินคดีบ้างต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่า กองพิสูจน์หลักฐานจะส่งผลตรวจพิสูจน์ในที่เกิดเหตุ รวมถึงสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ให้พนักงานสอบสวน ได้ภายในสัปดาห์นี้
ส่วนประเด็น เจ้าหน้าที่โยธาผู้ตรวจสอบความปลอดภัยอาคาร ซึ่งระบุไว้ว่าเมื่อช่วงเมษายน มีการตรวจสอบโรงเบียร์ดังกล่าว ไม่พบข้อบกพร่องนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสาน เพื่อขอให้เข้ามาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ส่วนกรณีเจ้าของร้านขณะนี้ยังไม่สามารถสอบปากคำได้ เนื่องจากยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ยังระบุอีกว่า การสืบสวนสอบสวนกับดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบรอบด้าน และรัดกุมที่สุด โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของสำนวนคดี และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต