ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. แถลงข่าวต่อว่า ในวันนี้เป็นการประชุม กสทช. ครั้งที่ 22 โดยการประชุมตามปกติโดยหลังจากเปิดประชุม ตนเองได้ให้ฝ่ายเลขาจดบันทึกโดยครบถ้วน โดยกรณีที่คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีมติว่าตนเองเป็นผู้สละสิทธิ์นั้น ตนเองขอชี้แจงว่าไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการสรรหา โดยมีการโต้แย้งมาโดยตลอดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรรมการสรรหา
ซึ่งในขณะนี้ตนเองในการใช้สิทธิทางศาล ตามที่คณะกรรมการสรรหา ระบุไว้ในมติว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้ฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ยังไม่มีข้อยุติจนถึงที่สุด และยืนยันว่าการพ้นจากตำแหน่งต้องไปตามมาตรา 20 วรรค 2 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ คือ ให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการ ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกรรมการ กสทช. เป็นองค์กรอิสระ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีขึ้น การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งต้องมีการโปรดเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น กฎหมายระบุให้การรับตำแหน่ง มีพระบรมราชโองการ ตราบใดที่ไม่มี ตนเองก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ และต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ซึ่งการประชุมในวันนี้มีวาระสำคัญต่าง ๆ ที่ทุกคนต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย หากไม่มีการประชุมอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ ทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ
นพ.สรณ กล่าวว่า เดิมทีมีคณะกรรมการทั้งหมดหกคนและมีการเดินออกหรือวอล์คเอาต์จำนวน 3 คนก็รอจนถึงเวลาตามข้อบังคับจึงทำให้มีการเลื่อนการประชุม และปิดประชุมไป โดยจะมีการนัดหมายประชุมอีกครั้งในวันที่ 5 - 6 สิงหาคม และยืนยันจะเรียกประชุมตามกรอบเดิม และขณะนี้ตนเองกำลังดำเนินการยื่นคัดค้านคำวินิจฉัยไปยังศาลปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องของการไม่เห็นด้วยกับอำนาจของกรรมการสรรหา และเมื่อเรื่องไปถึงศาลแล้วเราก็ต้องมีความมั่นใจ
เมื่อถามว่าจะถือว่า กสทช. อยู่ในภาวะสูญญากาศหรือไม่ นพ.สรณ ย้ำว่า ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ และคำวินิจฉัย ไม่ได้ใหญ่กว่าพระบรมราชโองการ
เมื่อถามว่าทำไมไม่เลื่อนการประชุมออกไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน นพ.สรณ กล่าวว่า หากเลื่อนก็จะเลื่อนไปไม่มีที่สิ้นสุด ก็เลื่อนไปเรื่อย ๆ การประชุมก็มีความสำคัญและมีวาระเต็มไปหมด ส่วนตามกฎหมายแล้ว หากมีการยื่นต่อศาลปกครองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะมีคำสั่งในการคุ้มครอง ทำไมถึงไม่รอก่อนนั้น ตนเองมองว่า เรื่องนี้ก็ไม่รู้จะรอนานเท่าไหร่ และการประชุมก็มีการนัดล่วงหน้ากันมาก่อนแล้ว กรรมการก็มาตามกำหนดเวลา
ส่วนการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5-6 ส.ค. ว่าอาจเกิดเหตุซ้ำ นพ.สรณ กล่าวว่า มันมีความเสี่ยงทั้งนั้น แต่ว่ามันต้องใช้ดุลพินิจกัน เขาเลือกตนเองมาเป็นประธานเพื่อใช้ดุลพินิจ และปฏิบัติหน้าที่ ทุกอย่างมีความเสี่ยงแต่เราทำเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดังนั้น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็ต้องมองว่าเป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
ส่วนหากเรียกประชุมครั้งถัดไปจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกหรือไม่นั้น ก็ขอให้รอดูไปก่อน ขณะที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมาย ก็เป็นไปตามกฎหมาย เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการตามพระราชบัญญัติ และเรื่องนี้เขียนเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งตนเองยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่ รวมไปถึงการประชุมในนัดสำคัญหากไม่เข้าประชุม ก็จะสามารถทำให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้ นพ.สรณ กล่าวว่า ตนเองต้องปฏิบัติหน้าที่ ตราบใดที่ไม่มีพระบรมราชโองการให้ตนเองพ้นจากตำแหน่ง ท่านโปรดเกล้ามาให้ตนเองใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจ
นพ.สรณ กล่าวว่า กำลังใจในขณะนี้ ต้องดี ไม่งั้นไม่กล้ามานั่งต่อหน้านักข่าว และเรื่องกังวลใจก็กังวลใจเป็นธรรมดา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระทบองค์กรอื่น ๆ หลายหน่วย และปรากฏการณ์นี้ไม่เคยมีมาก่อน ทุกคนต้องชั่งใจว่านี่คือกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่งั้นจะมีปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีกและทำให้งานดำเนินการไปไม่ได้
ส่วนจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรนั้น นพ.สรณ กล่าวว่าก็แล้วแต่ยังมีกลไกอีกหลายด้าน ทั้งสภา และรัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่าส่วนต่อจากนี้จะปฏิบัติหน้าที่ตามปกติหรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ
เมื่อถามย้ำว่ามี สส. และคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรตั้งคำถามถึงคุณสมบัติ โดยเฉพาะเรื่องรายได้ มีอะไรจะชี้แจงหรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่าสั้น ๆ ว่า “ไม่มี”