นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า การพูดคุยสันติสุขกับกลุ่ม BRN ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2569 จะต้องเลื่อนออกไป หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจทหารพรานใน จ.นราธิวาส ระหว่างที่คณะทำงานฝ่ายเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเริ่มเดินหน้าพูดคุย โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่ "แปลก" และเกินกว่าจะยอมรับได้
นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การพูดคุยมีทิศทางที่ดี แต่กลับเกิดเหตุรุนแรงและมีการออกแถลงการณ์ในช่วงที่ฝ่ายเทคนิคกำลังหารือ จึงได้ส่งคำถามไปยังอีกฝ่ายว่า เหตุใดจึงตัดสินใจก่อเหตุ พร้อมขอให้ชี้แจงก่อนจึงจะเดินหน้าการพูดคุยต่อ โดยยืนยันว่าการเจรจาในเดือนกันยายนจะยังไม่เกิดขึ้น
พร้อมระบุว่า อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายยังสับสนกับคณะพูดคุยชุดใหม่ของไทย และขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบกลับ แม้จะส่งคำถามผ่านตัวแทน คนกลาง และช่องทางการประสานงานที่มีอยู่แล้ว
นายฐนัตถ์ เปิดเผยอีกว่า ได้รับข้อมูลว่า มาเลเซียอาจเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก ในกระบวนการพูดคุย ทำให้ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากฝ่ายมาเลเซีย ภายหลังคณะผู้แทนไทยเดินทางไปหารือ
ทั้งนี้สำหรับท่าทีที่เข้มข้นของฝ่ายความมั่นคงนั้น นายฐนัตถ์ ยืนยันว่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย เพราะแต่ละฝ่ายมีบทบาทต่างกัน โดยฝ่ายทหารดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง ขณะที่ฝ่ายพูดคุยมุ่งใช้แนวทางสันติ แต่ทุกหน่วยงานต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการประเมินเหตุรุนแรงครั้งล่าสุด ระบุว่า ในทางการข่าวยังไม่ตั้งสมมติฐาน แต่จะวิเคราะห์จากข้อเท็จจริง โดยสังเกตว่าเหตุลักษณะนี้ใน จ.นราธิวาส มักมีการเปิดเผยตัวผู้ก่อเหตุผ่านภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
นายฐนัตถ์ ยังกล่าวว่า การข่าวไม่ได้เฝ้าระวังเฉพาะวันสำคัญของกลุ่มผู้เห็นต่าง เพราะมองว่าหากเจ้าหน้าที่หย่อนยานเมื่อใด ก็อาจเป็นจังหวะที่อีกฝ่ายก่อเหตุได้ พร้อมย้ำว่า นายกรัฐมนตรีสนับสนุนการพูดคุยในฐานะทางออกระยะยาวของปัญหา ไม่ใช่มาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุรุนแรง
เมื่อถามถึงการรับตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ นายฐนัตถ์ ยืนยันว่าไม่รู้สึกหนักใจ เชื่อว่ากระบวนการพูดคุยยังเดินหน้าต่อได้ แม้ช่วงแรกอาจมีความตึงเครียด แต่เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถลดระดับและกลับเข้าสู่การเจรจาได้ โดยช่องทางการประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง
ขณะที่ พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนจาก ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ซึ่งตรวจพบความเชื่อมโยงกับอาวุธปืนจำนวน 14 กระบอก โดยในจำนวนนี้ 10 กระบอก ตรวจพบประวัติเคยใช้ก่อเหตุในคดีความมั่นคงมาแล้ว 36 คดี และเมื่อนับรวมคดีล่าสุด ทำให้มีความเชื่อมโยงรวม 37 คดี ขณะที่อาวุธปืนอีก 4 กระบอก ยังไม่พบประวัติในสารบบ อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อตรวจสอบที่มาและความเชื่อมโยง
สำหรับคดีที่ตรวจพบความเชื่อมโยงทั้ง 37 คดีนั้น เกิดขึ้นในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส 36 คดี ประกอบด้วย อำเภอจะแนะ 18 คดี อำเภอระแงะ 5 คดี อำเภอเจาะไอร้อง 5 คดี อำเภอสุคิริน 3 คดี อำเภอศรีสาคร 2 คดี อำเภอรือเสาะ 1 คดี อำเภอตากใบ 1 คดี และอำเภอเมืองนราธิวาส 1 คดี ส่วนอีก 1 คดี เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ครั้งนี้ถือเป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสืบสวนสอบสวน เนื่องจากหลายเหตุการณ์พบการใช้อาวุธปืนมากกว่าหนึ่งกระบอกในการก่อเหตุ ส่งผลให้อาวุธปืนบางกระบอกสามารถเชื่อมโยงกับคดีได้หลายคดี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการขยายผลติดตามเครือข่ายผู้ก่อเหตุ ผู้สนับสนุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีการออกหมายจับแล้ว 2 คน คือ นายอาซีซัน และ นายซาอาบูดิน