ไซเบอร์ลุยคดีค่าน้ำชา 7 ล้าน เตือนนักการเมืองแชร์ต่อมีสิทธิ์โดนคดี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตำรวจไซเบอร์ยืนยันสลิปโอนเงินค่าน้ำชา “อนุทิน” 7 ล้านบาทเป็นของปลอม สั่งเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง เผยพบตัวแล้วแต่ยังไม่มีการจับกุม

กรณีที่มีเพจเฟซบุ๊ก Godd dam โพสต์สลิปโอนเงินอ้างว่าเป็น “ค่าน้ำชา” ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 7 ล้านบาท พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ผบช.สอท. ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวนในเรื่องนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้มอบหมายภารกิจให้ทาง สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการตรวจสอบทันที และจากการสอบถามไปยังธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าสลิปดังกล่าวไม่ใช่ของจริง

ตร.ไซเบอร์ ผู้สื่อข่าว
ตร.ไซเบอร์ ลุยคดีสลิปค่าน้ำชา “อนุทิน” 7 ล้าน ยันปลอม!

ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ และข้อสงสัยว่า ทำไมคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีจึงมีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว พล.ต.ท.ทินกร ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายส่วน เป็นสิ่งที่ตำรวจต้องดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่อยู่แล้ว แม้กระทั่งเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็จะดำเนินการเช่นกัน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้นในส่วนไหนที่ตำรวจไซเบอร์สามารถดำเนินการได้ เจ้าหน้าที่ยินดีเข้าไปช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง ตำรวจก็พร้อมให้ความสำคัญและดำเนินการให้อย่างเต็มที่

สำหรับกรณีที่มีการตรวจสอบเรื่องวงเงิน 7 ล้านบาทนั้น ข้อมูลในเชิงลึกอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ จะมีการแถลงเพิ่มเติมให้ทราบอย่างเป็นทางการหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากกว่านี้ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางมาแจ้งความด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดมาให้ข้อมูล แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ดำเนินขั้นตอนตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันทางตัวนายกฯ เองก็ยังไม่ได้มีการมอบหมายให้บุคคลใดมาดำเนินการแทนเป็นพิเศษ

เมื่อถูกถามถึงกรณีของบุคคลรายหนึ่งที่เป็นอดีตสมาชิกพรรคชื่อดัง และมีการระบุชื่อในโลกโซเชียลว่าเชื่อมโยงกับโพสต์เรื่องเงิน 7 ล้านบาท พล.ต.ท.ทินกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร และแต่ละโพสต์เข้าข่ายความผิดฐานใดบ้าง หากพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้และพบว่าต้นทางเป็นความผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการ ต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงคนแชร์ หากข้อมูลต้นทางผิด แล้วมีการแชร์ออกไปสู่สาธารณะทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์

เบื้องต้นจากการตรวจสอบ เจ้าของเพจดังกล่าวมีตัวตนอยู่จริง พบลักษณะกระทำการคนเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล ส่วนจะมีทัศนคติไม่ดีต่อการเมืองหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบในแต่ละโพสต์ย้อนหลัง เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีการหลบหนี ตำรวจยืนยันว่า ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันการหลบหนีแล้ว

ขณะที่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวที่บอกว่ามีการจับกุมชายเจ้าของเพจได้แล้ว โดยยืนยันว่า ยังไม่มีการจับกุมตัวใครทั้งสิ้น กรณีที่กระแสข่าวระบุว่ามีการจับกุมตัวเจ้าของเพจ แล้วนำไปที่ สน.บางเขน เพื่อลงบันทึกประจำวันนั้นไม่เป็นความจริง ส่วนบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ และทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นมาโดยตลอด จึงต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการทางกฎหมายในการดำเนินคดี แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ 1. ความผิดต่อส่วนตัว หากโพสต์นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ 2. ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง

นอกจากนี้ ยังได้ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า “หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนที่จะเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อหรือเผยแพร่ก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ