จากกรณีรัฐบาลเปิดตัวโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ให้เข้าถึงโซลาร์เซลล์ โดยได้รับการสนับสนุนวงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น
ล่าสุดผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์หลายรายประกาศไม่เข้าร่วมโครงการ โดยเพจ “ชัยวัฒน์ โซล่าเซลล์” หนึ่งในผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาว่า โครงการ 50,000 บาท เปิดรับสมัครแล้ว แต่จะหาใครมาติดให้ได้หรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง เพราะถอนตัวกันหมดแล้ว เหลือแต่กลุ่มนายทุน ซึ่งก็ต้องมาจ้างซัพติดให้อีกที และแน่นอนว่า ติดเสร็จทิ้งเลย
ก่อนจะอธิบายถึง เรื่องเงินที่ต้องวางค้ำประกันในโครงการ 2 ส่วนรวมครึ่งแสนบาท ต่อการติดตั้ง 1 หลัง และเงินต้องดองอยู่ในระบบยาวนานกว่าจะได้คืน ก่อนบอกว่า สาเหตุที่ตอนแรกลงทะเบียนร่วมโครงการไป ก็ไม่มีหน่วยงานไหนแจ้งข้อมูลนี้เลย
ด้านเพจ “SolarHub” ก็ได้แชร์เงื่อนไขโครงการนี้ พร้อมระบุข้อความในทำนองว่า จบข่าว ใครจะรับก็รับเหอะ และบอกว่า ขอแยกย้ายกลับไปขายเต้าฮวยดีกว่า
โดยทีมข่าวได้คุยกับเจ้าของเพจ SolarHub ให้ความเห็นเพิ่มว่า โครงการนี้ผู้ประกอบการ แทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เงื่อนไขหลายข้อ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อย่างเรื่องภาระเงินค้ำประกันที่ซ้ำซ้อน กระทบสภาพคล่องทางการเงิน เพราะผู้รับเหมาต้องวางเงินค้ำประกันธนาคาร 5 หมื่นบาทต่อการติดตั้ง 1 หลังคาเรือน และต้องวางค้างไว้เป็นเวลา 6 เดือน ยกตัวอย่าง ผู้ประกอบการรับงาน 1 เดือนติดตั้งโซลาร์ 10 หลังคาเรือน จะต้องมีเงินวางการันตี 5 แสนบาท
เงื่อนไขนี้ ทำให้เงินจม ส่งผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อกระแสเงินสดของธุรกิจ SME แม้ภาครัฐจะระบุว่าจะชำระเงินคืนให้ภายใน 7 วันหลังจากมีการเชื่อมขนานไฟ หรือ COD แล้วก็ตาม แต่ที่ผ่านมาขั้นตอนกระบวนการของภาครัฐและการไฟฟ้าในการขออนุญาตเชื่อมขนานไฟมักใช้เวลา 3-6 เดือน
ข้อสอง ราคากลางไม่สะท้อนต้นทุนจริง รัฐบาลบังคับรับประกันยาวนาน 7 ปี โดยกำหนดราคากลางไว้ที่ 140,000 บาท ซึ่งผู้ประกอบการเห็นว่ามีอัตรากำไรต่ำเกินกว่าจะบริหารองค์กรได้ ต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ละรายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ที่นำมาใช้ นอกจากนี้ ตลาดปกติยังกำหนดการรับประกันงานติดตั้งไว้ที่ 2 ปี ซึ่งต้นทุนเกิน 140,000 บาทไปแล้วแต่โครงการนี้บังคับให้รับประกันถึง 7 ปี รวมถึงเงื่อนไขบำรุงรักษาด้วยการเข้าไปล้างแผงโซลาร์เซลล์ให้ลูกค้าฟรีปีละ 1 ครั้ง รวม 7 ครั้ง และยังต้องมีเงินค้ำประกันงานในระยะยาวอีกราว 10,000 บาท
หากรับงานนี้ก็เหมือนทฤษฎีต้มกบ เงินไปจมอยู่ในระบบ วันหนึ่งอาจเกิดปัญหาสภาพคล่องจนหมุนเงินไม่ทัน แต่ถ้าปรับเพิ่มราคาขึ้นอีกประมาณ 2-3 หมื่นบาทแล้วลดเวลาประกันให้เหลือสัก 4 ปี ยังพอสู้ไหว
ด้านนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงานพรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร มองว่า โครงการนี้หลักการดีงาม แต่วิธีการพาพัง เงื่อนไขที่กำหนดขึ้นอาจเอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงโอกาส
อย่างการกำหนดให้ผู้ติดตั้งต้องเป็นผู้รับเหมาที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ.เท่านั้น ทำให้มีผู้ประกอบการในรายชื่อประมาณ 400 บริษัททั่วประเทศ ตั้งคำถามว่า จะรองรับเป้าหมายติดตั้งให้ได้ 1 ล้านครัวเรือนภายในเดือนกันยายน 2570 ได้เพียงพอหรือไม่ และจะเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่หรือไม่
อีกเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือการวางหลักประกัน โดยเงื่อนไขกำหนดให้มีการการันตีค้ำประกันจากธนาคาร 5 หมื่นบาท และมีภาระผูกพันด้านหลักประกันยาวนานถึง 7 ปี จึงมองว่าในทางปฏิบัติธนาคารอาจกำหนดให้ผู้ประกอบการวางเงินสดค้ำประกันสูงถึง 50-100% ทำให้ช่างไฟฟ้ารุ่นใหม่และผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเงินทุนจำกัด เข้าร่วมโครงการได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อกังวลถึงการส่งต่องานผ่านบริษัทและนายหน้าหลายทอด ซึ่งอาจทำให้เกิดต้นทุนส่วนเกินและผลักภาระไปยังประชาชน ราคาติดตั้งอาจสูงถึง 140,000-150,000 บาทต่อหลัง จึงเรียกร้องให้ทบทวนเงื่อนไขของโครงการ