เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2564 กระทรวงสาธารสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ แถลงข่าวด่วน ชี้แจงการดำเนินการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยก่อนหน้านี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ได้แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตถึงการจัดหาวัคซีนที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียวคือบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ว่า ไม่ได้ช้าตามนายธนาธร วิจารณ์ โดยเริ่มตั้งแต่กลางปี 2563 ตั้งคณะกรรมการจัดหาวัคซีน และตั้งคณะทำงานย่อย ซึ่งได้ศึกษาติดตามข้อมูลมาตลอด ช่วงนั้นมีข้อมูลค่อนข้างจำกัด หลายเรื่องต้องคาดการณ์วางแผน วิธีการ
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า ตั้งเป้าว่าปี 2564 หลังการทดลองเฟส 3 น่าจะได้มาฉีดให้ประชาชนในปี 2564 ประมาณ 50% ของประชากร ยืนยันมีการเจรจากับโครงการจัดหาวัคซีนระดับโลก หรือ โคแวกซ์ หลายครั้ง แต่ก็มีความยุ่งยากในการทำสัญญาจองซื้อบางประการ ในส่วนของวัคซีนแอสตราเซเนกา ได้วัคซีน 20% หรือ 26 ล้านโดส แต่ก็ยังเปิดทางให้ได้รับทางอื่นด้วย และยังคงศึกษาจากทุกเจ้าที่ผลิตวัคซีนเพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยเพราะต้องมีการทำข้อตกลง ไม่ได้แทงม้าตัวเดียว และไม่ได้ละเลยการสนับสนุนการผลิตเองในประเทศ
“อนุทิน” ฟาด “ธนาธร”ปมวัคซีนเรียกคะแนนนิยม
ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่า แอสตราเซเนก้าได้เลือกผู้ที่มีความพร้อม มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ คือ สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งพร้อมที่จะรองรับการถ่ายทอดจากมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด แม้แต่องค์การเภสัชกรรมของไทย ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ เพราะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การที่ไทยมีข้อตกลง ก็มีหลายประเทศอื่น ๆ อยากได้ข้อตกลงนี้กับไทย มีผู้พยายามแข่งให้บริษัทแอสตราเซเนก้า คัดเลือก แต่ทีมไทยแลนด์ทั้ง สธ. และสถาบันวัคซีน และเอสซีจี และรัฐบาลเจรจา แสดงให้เห็นศักยภาพของสยามไบโอไซเอนซ์