หลังจากที่เพจเฟซบุ๊กที่ให้ข้อมูลด้านสาธารณสุข เพจหนึ่ง ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับ วัคซีนล็อตแรกว่า มีกลุ่มคนรับวัคซีนที่เรียกว่ากลุ่ม VIP มีพฤติการลัดคิวเพื่อให้ได้ฉีดวัคซีนโควิด 19 ก่อนคนอื่น วันนี้ อธิบดีกรมควบคุมโรค คุณหมอโอภาส การย์กวินพงศ์ ต้องออกมาชี้แจง ทั้งสถานที่ และ ยืนยันว่ากลุ่มคนที่ถูกกล่าวถึงนั้น ว่าไม่ใช่ VIP แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องรับวัคซีนอยู่แล้ว ส่วนโพสต์ต้นเรื่องพบว่าวันนี้ได้ถูกลบไปแล้ว
นี่คือโพสต์ต้นเรื่อง ที่ระบุว่า มีบุคคล VIP ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นแขก VIP ของจังหวัด ถูกกันวัคซีนและให้มารับวัคซีนก่อนบุคลากรทางการแพทย์ ถึงในโรงพยาบาล และกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ และมีคอมเม้นท์ ต่างๆ ที่ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่โพสต์นี้จะถูกลบไป
และในวันนี้ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ออกมาชี้แจง ว่า เบื้องต้น มีการสอบถามไปแล้วว่า และได้รับการตอบกลับจากทางจังหวัดว่า วันแรกที่มีการฉีดวัคซีน ฉีดไปทั้งหมด 140 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่แพทย์ – พยาบาล 73 คน และ เจ้าหน้าที่ฝ่าย อื่น ๆ อีก 67 คน ซึ่งกลุ่มหลังนี้ ที่เป็นประเด็น เนื่องจากเป็น หัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารสัญญาบัตร
คุณหมอโอภาส ชี้แจงว่า กลุ่มเหล่านี้ เป็น 1 ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด่านหน้าในการเฝ้าระวังโควิด 19 จึงถือว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนด
แต่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ล่าสุด นายแพทย์ เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงแล้ว และจะมารายงานให้ทราบต่อไป
ขณะที่อีกคนหนึ่ง ที่มักจะถูกถามว่า วัคซีนของแอสตร้าเซเนก้า 1แสน 1 หมื่น 7 พัน โดส ก็มาแล้ว จะฉีดเมื่อไหร่ ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรี ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็โพสตเฟสบุ๊ก โดยระบุว่า
ตอนนี้ประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว มีการกระจายวัคซีนไปใน 13 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงก่อน เพื่อฉีดให้กับหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานแนวหน้า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามแผนและได้รับรายงานว่า ทุกคนที่ฉีดไปแล้ว สบายดี ยังไม่มีใครแพ้หรือมีผลข้างเคียง
สำหรับตัวท่าน คุณหมอแนะนำให้ฉีดวัควีนของแอสตร้า เซเนก้า ซึ่งครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ แต่แอสตร้า เซเนก้าที่เราได้มา 1.1 แสนโด้สยังอยู่ในขั้นตอนรอเอกสารจากผู้ผลิต คาดว่าอีกไม่นานก็จะเรียบร้อย นายกบอกด้วยว่า "ผมจะไปฉีดก่อนก็ไม่ได้ แต่ทั้งคนสั่งให้ฉีด และคนฉีดให้ก็จะผิดกฎหมาย"
นอกจากนี้ ที่ทำควบคู่กันไป คือได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุข ทำการศึกษาและประสานงานเรื่อง การรับรองการฉีดวัคซีนเพื่อใช้ประกอบการเดินทางระหว่างประเทศอยู่ หรือ ที่เรียกกันว่า วัคซีน พาสปอร์ต โดยคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว จะมีใบรับรองการฉีดวัคซีนให้ สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ