เมื่อวันที่ 19 เมษายน นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยว่าวันนี้ว่า 1,390 รายติดเชื้อรายใหม่ อาการหนัก 41 ราย ซึ่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
และมีข้อมูลที่น่าสนใจในการระบาดช่วงของโควิด-19 ระลอกเมษายน เมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ใน 2 รอบที่ผ่านมา
ระลอก มกราคม ถึงกลางธันวาคม 63 ช่วงเวลา 11 เดือน ยอดติดเชื้อ 4,237 ราย
ระลอกกลางเดือนธันวาคม 63 ถึงปลายมีนาคม 64 ช่วงเวลา 3 เดือนยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนเป็น 6เท่าของระลอกแรก รวมจำนวน 24,626 ราย
ขณะที่ระลอก3 ระลอกเมษายน 2564 ช่วงเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 14,851 ราย
ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้การแพร่ระบาดในระลอกเมษายน มีจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งปัจจัยจากสถานบันเทิงกลุ่มคนหนุ่มสาว คนทำงานรับเชื้อแล้วกลับไปบ้าน
นอกจากนี้พบว่าโควิดในระลอกเมษายนนี้ พบบุคลากรทางการแพทย์ ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 146 ราย ในพื้นที่ 35 จังหวัด
ขณะเดียวกัน นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า
"ระลอกนี้เชื้อดุกว่าเดิม
จากเคส 200 กว่ารายของระลอกนี้ที่โรงพยาบาล
1. ปกติโดยทั่วไปถ้าเป็นเชื้อระลอกแรก 7 วันไปแล้ว เชื้อจะน้อยลงแม้ว่าตรวจ PCR บวกแต่จะเพาะเชื้อไม่ขึ้น แต่เชื้อของระลอกนี้ 10 วันแล้วยังเพาะเชื้อขึ้นอยู่ แสดงว่าเชื้ออยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
2. รอบก่อนๆ ไม่ค่อยเห็นวัยรุ่นที่สุขภาพแข็งแรงเกิดปอดอักเสบ แต่รอบนี้พบมากขึ้นกว่าเดิม
3. หลังจากที่ติดเชื้อไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ คนที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงจะเริ่มมีอาการให้เห็น แต่รอบนี้เร็วกว่าเดิม ไม่ถึงสัปดาห์ก็เริ่มมีอาการมากขึ้น การอักเสบเกิดขึ้นเร็ว การให้ยาต้านไวรัสกับยาสเตียรอยด์ต้องพร้อม การวินิจฉัยปอดอักเสบต้องทำได้เร็ว
4. ปริมาณเชื้อในโพรงจมูกและเสมหะมีมากกว่าเดิม เชื้อกระจายได้ง่าย
5. สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เราจะเห็นเคสหนักในไอซียูมากขึ้น
จากที่เห็นก็น่าจะสอดคล้องกับข้อมูลในประเทศอังกฤษ ที่มีสายพันธุ์ B117 ระบาด พบว่าควรมีวิธีเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ได้แก่การป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน ด้วยมาตรการต่างๆรวมถึงการกระจายวัคซีนที่เป็นสิ่งที่สำคัญในการลดความรุนแรงของโรค