เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณีการจัดหาวัคซีน โดยระบุว่า รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหา แต่จากการหารือภาคเอกชน ได้ข้อสรุปว่า หลังการติดต่อไปแล้วหลายบริษัท จะสามารถส่งมอบได้หลังไตรมาสที่ 4 ซึ่งถือว่ามีความล่าช้า และอาจทับซ้อนกับแผนการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่จัดหามาแล้ว จึงให้รัฐบาลเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาวัคซีนตามแผนเดิม 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564
และข้อสรุปนี้ไม่เกี่ยวกับการจัดหา "วัคซีนทางเลือก" ของโรงพยาบาลเอกชน ที่มีข้อสรุปไปก่อนหน้า โดยยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
ส่วนการลงทะเบียนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีน ผ่านไลน์ "หมอพร้อม" นายอนุชา กล่าวว่า มีแผนฉีดวัคซีน 3 ระยะ
ระยะที่ 1 คือการฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ด้านหน้า 3 ล้านคน ปัจจุบันดำเนินการฉีดไปแล้ว 1.2 ล้านโดส รับเข็มแรกไปแล้ว 1 ล้านคน เข็มสอง 2 แสนคน และจะดำเนินการฉีดเข็มที่ 2 ให้ครบอย่างต่อเนื่อง
ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ประชาชนเข้ารับการฉีด 16 ล้านคน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นอายุ 60 ปี ขึ้นไป 11.7 ล้านคน กลุ่มที่ 2 ประชาชนมีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน จำนวน 4.3 ล้านคน จะให้ลงทะเบียนรับวัคซีนก่อนประชาชนทั่วไป โดยจะเริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน เป็นต้นไป โดยสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ หมอพร้อม V.2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป หรือถ้าไม่มีสมาร์ทโฟน ก็สามารถติดต่อโรงพยาบาลใกล้บ้านที่มีประวัติการรักษา หรือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ อสม.สาธารณสุข ในพื้นที่ได้
ส่วนระยะที่ 3 จะเป็นประชาชนที่มีอายุ 18 - 59 ปี จำนวน 31 ล้านคน โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 1 กรกฎาคม และจะดำเนินการฉีดตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
นายอนุชา ยังกล่าวถึงผู้ป่วยติดเชื้อที่ยังไม่สามารถหาเตียงเข้ารับการรักษาได้ ว่า รัฐบาลจะใช้สนามนิมิตบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์แรกรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อบริหารจัดการสำหรับผู้ป่วยยืนยันที่ตกค้างอยู่ที่บ้าน โดยผู้ที่จะเข้ารับการดูแลเบื้องต้น จะได้รับการคัดกรองและแยกระดับอาการ ก่อนส่งต่อไปสถานพยาบาล เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยตกค้างที่บ้านได้