กลุ่มประชาชนที่ไปยืนรอตรวจหาเชื้อโควิด ที่วัดสะพาน วันนี้ เป็นกลุ่มที่ตกค้างมาจากเมื่อวาน(5 พ.ค.) ตามที่ทีมข่าวพีพีทีวีนำเสนอไป ว่า เมื่อวานชาวบ้านได้บัตรคิว แต่ไม่ได้ตรวจ เพราะ มีกลุ่มที่ไม่ได้บัตรคิวอาศัยจังหวะที่คนมีบัตรคิวยังมาไม่ถึง เข้าไปแทรกตรวจหาเชื้อแทน ประธานชุมชนล็อก 4 5 6 เปิดเผยกับทีมข่าวว่า วันนี้ไม่มีการแจกบัตรคิว ตอนแรกไม่รู้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร
เมื่อตรวจสอบจึงทราบว่า จะเคลียร์คนที่ตกค้างจากเมื่อวานก่อน ย้ำว่า ปัญหาการแจกบัตรคิวยังแก้ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการกระจายบัตรคิวไม่ทั่วถึง ทำให้ตอนนี้ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตรวจ
ประธานชุมชนคนนี้ บอกว่า เขาไม่สามารถตอบคำถามชาวบ้าน ว่า จะได้รับบัตรคิวตรวจเมื่อไหร่ เพราะ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสำนักงานเขตคลองเตย หากสำนักงานเขตแบ่งบัตรคิวมาให้ เขาถงจะจัดสรรให้กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ได้ แต่วันไหนไม่ได้บัตรคิวมาก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ประธานชุมชนคนนี้ยังมองว่า ชุมชนไม่มีโอกาสเสนอแนวทางการทำแผนตรวจหาเชื้อโควิด ทั้งที่จริงๆ ชุมชนเป็นคนที่รู้ดีที่สุด ว่า บ้านไหนมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แต่ตอนนี้สำนักงานเขตมอบหมายหน้าที่ให้แค่ไปรับบัตรคิวไปแจกเท่านั้น
ด้านน.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. ในฐานะกรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย มีข้อเสนอเรื่องการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในคลัสเตอร์คลองเตย โดยบอกว่า ควรล็อกชุมชน เพื่อหยุดการแพร่ระบาด โดยเปิดเป็น Home Quarantine มีหน่วยงานแพทย์ หรือ ศูนย์บริการสาธารณสุข ในสังกัด กทม. หรือ เอกชน ให้คำปรึกษาคนไข้ที่ติดเชื้อ และมีเครื่องมือ ยา และ เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ผู้ที่กักตัวใช้สังเกตอาการณ์ตัวเอง
รวมถึงควรนำระบบการตรวจเชื้อแบบ Rapid Test มาใช้ในการคัดกรอง ติดตามผล คู่ขนานกับวิธีการตรวจเชื้อแบบ RT-PCR น.ส.รสนา แนะนำว่า การดำเนินการนี้สามารถใช้งบประมาณจาก สปสช. ได้
พร้อมทั้งเสนอให้ กทม. หรือ รัฐบาลออกมาตรการชดเชยให้กับประชาชน คนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 1 เดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านร่วมมือหยุดกิจกรรมเคลื่อนไหว แนวทางนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับคนในชุมชน 120,000 คน พร้อมมองว่า กทม. ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพ ดำเนินการ ซึ่งหากทำได้รวดเร็ว ก็จะสามารถ หยุดวิกฤตได้
นอกจากนี้ยังว่า พื้นที่แพร่ระบาดชุมชนคลองเตย สามารถประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติสาธารณภัย เพื่อนำงบประมาณบรรเทาสาธารณภัยกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น มาใช้ได้ โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี" ที่เวลานี้รวบกฎหมายทั้ง 31 ฉบับมาไว้ในมือเพียงคนเดียว